011 | Review – WOMBS

ยังดองรีวิว Utaware ภาคสองไว้อยู่ แต่ขอคั่นรายการด้วยเรื่องนี้ค่ะ “WOMBS”(ปฏิบัติการข้ามมิติ) ของ SIC ซึ่งมีทั้งหมด 5 เล่มจบ เล่มสุดท้ายเพิ่งออกเมื่อพค. 60 นี่เองล่ะ

พล็อตค่อนข้างแปลกเลย อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยดูหนังหรือการ์ตูนไซไฟแนวเอเลี่ยนด้วยแหละ เพราะเนื้อเรื่องแบบย่อมากๆคือ ที่ต่างโลก ผู้หญิงท้องต้องไปเป็นทหาร แต่ในท้องเนี่ยไม่ใช่ลูกคนนะ เป็นลูกเอเลี่ยน!

wombs-19263

WOMBS (ปฏิบัติการข้ามมิติ,ウームズ) ลิขสิทธิ์ไทยโดย SIC , 5 เล่ม(จบ)

Drama, Sci-Fi, Seinen

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เพื่อนแนะนำมาค่ะ (จำไม่ได้แล้วว่ามันให้เล่ม 1 มา หรือแนะนำให้ไปซื้อ 555) เราเห็นชื่อเรื่องกับภาพปกแล้วแบบ เออน่าสนใจแฮะ แนวทหารหญิงไปออกรบ แต่ชื่อ wombs (มดลูก) เนี่ยนะ???
ภาพรวมออกจะเป็นแนวไซไฟ(ต่างดาว-เอเลี่ยน) แต่ส่วนตัวเราว่ามันไปทางแนวทหารกับดราม่าอยู่มากกว่า

คำเตือน : ตรงไหนที่อาจมีสปอยล์จะเตือนตัวแดงๆไว้นะ!


เนื้อเรื่อง

เนื้อเรื่องกล่าวถึงเหตุการณ์บนดาวดวงนึงที่ไม่ใช่โลกมนุษย์ แต่มีมนุษย์เข้ามาทำการตั้งรกราก และในปัจจุบันกำลังทำสงครามกันอยู่ โดยฝ่ายนึงคือ”เฟิร์ส” (มนุษย์ที่เข้ามากลุ่มแรก) และอีกฝ่ายคือ”เซคันด์” (มนุษย์ที่มาทีหลังแต่ต้องการที่จะครอบครองพื้นที่สำหรับทำการเกษตร และต้องการให้เฟิร์สเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแบบเดียวกับพวกเขา) ตอนนี้ทั้งโลกยอมอยู่ใต้การปกครองของเซคันด์หมดแล้ว เหลือก็แต่ประเทศของนางเอก (มาร์น่า ออก้า) ที่ยังขัดขืนและก่อสงครามต่อ แต่ก็ใกล้แพ้เต็มทนแล้ว
ส่วนตัวออก้านั้น เธอเป็นแค่ลูกสาวชาวไร่ธรรมดา อายุเพิ่งจะขึ้นเลข2 แต่วันนึงเธอก็โดนเรียกตัวไปเป็นทหารใน “หน่วยส่งถ่าย” ซึ่งหน่วยนี้ผู้ที่จะเข้าได้ต้องเป็นผู้หญิงวัยรุ่นเท่านั้น เพราะทหารหน่วยนี้จะต้องแบก”ตัวอ่อน”ที่ใช้ช่วยในการ”ส่งถ่าย”เอาไว้ในครรภ์ตัวเอง
แต่การ”ตั้งครรภ์ตัวอ่อน”นี่ก็ไม่ได้ให้ปล่อยไปจนคลอดออกมานะ พอถึงเวลาที่เหมาะสม(1 cycle) ก็จะต้องผ่าออก และถ้าใครยังไหวก็สามารถต่อ cycle ต่อไปได้เลย

ตัวอ่อนที่ว่านี้เป็นตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมบนดาวนี้(ไม่ใช่มนุษย์แน่ๆนอน) ที่มีชื่อว่า “นีบัส”
ความสามารถของตัวอ่อนนีบัสคือ สามารถพาเหล่า “แม่ๆ” ทั้งหลายวาร์ปไปยังจุดใดของโลกก็ได้ที่เป็นพอยต์ (อารมณ์ประมาณวาร์ปไปในจุดที่เคยปักหมุดบนแผนที่ไว้แล้ว) บน พิกัดความว่างเปล่า

การวาร์ปนี้ค่อนข้างจะต่างจากการวาร์ปแบบปกติที่จู่ๆก็ย้ายไปอีกทีนึง หรือวาร์ปแบบยานอวกาศ กล่าวคือ ระหว่างวาร์ป ทหารหน่วยส่งถ่ายจะได้เดินทางไปในอีกมิติหนึ่งที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นจริง และจินตนาการ (ในเรื่องจะเรียกว่า พิกัดความว่างเปล่า นี่แหละ) ซึ่งตำแหน่งบนมิตินี้จะทับซ้อนกับมิติของความเป็นจริง ดังนั้น พอยต์ ที่เหล่าทหารสามารถวาร์ปไปมาได้ ก็จะเป็นตำแหน่งเดียวกับบนโลกแห่งความเป็นจริง เพราะฉะนั้นหน่วยนี้จึงมีความสำคัญในการขนทหาร ยานพาหนะ และสิ่งของไปใช้ในการรบ รวมถึงการสอดแนมด้วย เพราะบางพอยต์ก็ไปตรงกับพื้นที่ของศัตรู

ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า นอกจากผู้ชายถูกเกณฑ์ไปรบ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ของประเทศนี้จะถูกโดนเกณฑ์ไปท้องลูกเอเลี่ยนซะหมดด้วย ส่วนลูกคนจริงๆให้ไปโตในเครื่องจักรครรภ์เทียมแทน!

ออก้าและเพื่อนๆสาวรุ่นจะเป็นยังไง ความรู้สึกในการมีท้องแรก(หรือสอง?)ของพวกเธอ แต่ข้างในกลับไม่ใช่มนุษย์ หรือภารกิจและการฝึกในฐานะทหารจะหนักหนาสาหัสเพียงใด ก็ต้องไปหาอ่านกันต่อ ซึ่งเนื้อเรื่องพีคขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอนค่ะ


ตัวละคร

Untitled-2

มาน่า ออร์ก้า – สาวใสชาวไร่วัย20ต้นๆ จากชานเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการทำไร่องุ่น หลังจากที่ได้รับจดหมายเรียกตัวให้มาเป็นทหาร แฟนหนุ่มของเธอก็คัดค้าน แต่เพราะคิดว่านีบัสที่ถูกปลูกถ่ายไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวเหมือนที่เรียนมา เลยต้องเข้าร่วมอย่างช่วยไม่ได้ สังกัดทีม1 หน่วยอัลเมียร์

ตอนแรกดูเหมือนเธอจะเป็นทหารทั่วไปที่ค่อนข้างอ่อนแอ แต่พอความสามารถพิเศษของเธอตื่นขึ้นหลังจากการได้เข้าไปในพิกัดแห่งความว่างเปล่า หลายๆอย่างก็เหมือนจะเปลี่ยนไป

Untitled-5

กลุ่มทีม1 (มาเรีย / แคส / เค / เชด) และ เนิร์ส

มาเรีย – ในกลุ่มมาเรียจะอายุมากกว่าเพื่อนด้วยกัน แต่ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอกว่าเพื่อน หลังจากลูกสาวเกิดก็ต้องเดินทางมาเป็นทหารทันทีโดยที่ไม่ทันได้เลี้ยงดูเลย

แคส – แต่งงานแล้ว พยายามมีลูกหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ต่อมาทั้งเธอและสามีต้องมาเป็นทหารทั้งคู่ ความฝันของเธอคือรีบจบภารกิจนี้เร็วๆ ตามหาสามีของเธอแล้วกลับไปเปิดร้านอาหารด้วยกัน

เค – นักเรียนวิจัยที่ต้องสละเก้าอี้ในห้องเรียนมาเป็นทหาร เป็นมันสมองของกลุ่ม

เชด – สาวห้าวอดีตทหารอากาศ ที่โดนโยกย้ายมาหน่วยส่งถ่าย ความฝันของเธอคือการได้กลับไปเป็นทหารอากาศและโบยบินบนท้องฟ้าได้สูงกว่าใคร

เนิร์ส – อดีตพยาบาลที่ก็โดนเกณฑ์มาเป็นหน่วยส่งถ่ายเช่นกัน(น่าแปลกที่ไม่เอาไปเข้าหน่วยพยาบาลใช่มั้ย แต่ก็มีเหตุผลอื่นนอกจากความเป็นผู้หญิงวัยรุ่นด้วยล่ะ) แต่ด้วยความเห็นต่างในอะไรหลายๆอย่าง ในภายหลังเธอจึงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ต่างจากคนอื่น

Untitled-1

สิบเอกอัลเมียร์ – สิบเอกหัวหน้าครูฝึกทหาร และผู้ดูแลทหารปลูกถ่ายรุ่นล่าสุดในชื่อ”หน่วยอัลเมียร์” เธอเป็นหน่วยทหารปลูกถ่ายในรุ่นแรกๆ อาจจะเป็นคนดุดัน น่ากลัว แต่หน่วยของเธอก็ได้ชื่อว่าดูแลทหารได้มีมนุษยธรรมที่สุดแล้ว

เมื่อมาน่าเข้ามาเป็นทหาร สิบเอกก็เข้าสู่ cycle ที่5 แล้ว เรียกได้ว่าเธอและกลุ่มเพื่อนของเธอคือกลุ่มทหารปลูกถ่ายที่แข็งแกร่งและมากประสบการณ์ที่สุดแล้ว ถ้านับจากจำนวน cycle หรือเหตุการณ์”ยุคมืดของหน่วยส่งถ่าย”ที่เคยประสบมา
Untitled-6

หน่วยสำรวจ (ชีฟ มีมี่ / สิบตรีมาอุน) – เป็นทหารส่งถ่ายที่ความสามารถเหนือกว่าการส่งถ่ายตามพอยต์ทั่วไป จึงได้รับบทบาทเป็นหน่วยสำรวจพิกัดว่างเปล่าที่คอยเดินทางไปตามพอยต์ต่างๆ รวมไปทั้งจัดการกับ “เจ้าถิ่น” ด้วย

 

Capture11

ดร.ริน – ผู้ดูแลทหารปลูกถ่ายอีกกลุ่มหนึ่งในชื่อ “หน่วยริน” แนวทางและอุดมการณ์ในการปฏิบัติงานของหน่วยรินกับหน่วยอัลเมียร์ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยได้ยุ่มย่ามกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีคนที่สนใจแนวคิดของหน่วยริน รวมถึงหน่วยรินเองก็สนใจและต้องการความสามารถของมาร์น่าด้วย

Untitled-3

พันโทเชาร่า – อดีตทหารส่งถ่ายรุ่นแรก รุ่นเดียวกับอัลเมียร์ และเคยร่วม”ยุคมืดของหน่วยส่งถ่าย” ปัจจุบันเลิกปลูกถ่ายตัวอ่อนแล้วมาสนับสนุนทางการทหารแทน(สนับสนุนหน่วยส่งถ่ายเป็นหลัก) แต่ถึงแม้จะเลิกไปแล้ว ดูเหมือนว่าชะตากรรมของผู้เคยปลูกถ่ายจะยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น

Untitled-4

ผมแดง – เนวิเกเตอร์ ลึกลับที่จะโผล่มาก็ต่อเมื่อเชื่อมต่อกับพิกัดแห่งความว่างเปล่า นิสัยออกกวนๆและคอยถามหาแต่แม่ของตัวเอง


จุดที่น่าสนใจของเรื่อง 

*จากนี้มีสปอยล์เบาๆนะจ๊ะ

MR-360414-788753-26
ข้างหลังม่านมีตัวอ่อนนีบัสที่รอการปลูกถ่ายอยู่ แต่หน้าตามันจะเป็นยังไงละเนี่ย จะเป็นปีศาจน่ากลัวแบบในโฆษณาชวนเชื่อมั้ย หรือเลยเถิดแบบภาพโป๊เทนทาเคิล???

หลังจากที่พยายามเข้าใจเนื้อเรื่องด้วยการอ่านเล่มท้ายๆ 3-4 รอบ(ฮา) เราพบว่า เรื่องนี้วางพล็อตในส่วนของ “ตัวอ่อนนีบัส” และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไว้ได้ดีมาก รายละเอียดถึงจะย่อยยากสักหน่อยแต่ถือว่าเขียนมาได้ดีและทำให้เราเชื่อได้ว่า เออ ตัวอ่อนมันทำแบบนี้ได้ การวาร์ปมันต้องเป็นไปตามนี้ มันต้องเป็นเป็นแบบนี้จริงๆ

แต่ส่วนที่ละเอียดอ่อนก็มี เพราะแน่นอนว่าลึกๆแล้วผู้หญิงต้องมีความเป็นแม่ในตัว ปกติอาจจะไม่รู้ตัวหรอก จนกระทั่งเริ่มมีอะไรบางอย่างถือกำเนิดและเติบโตขึ้นในครรภ์นี่แหละ ถึงแม้ว่าจะถูกสั่งสอนมาว่าไอ้ที่ถูกฉีดเข้าไปในมดลูกนี่จะทรีตแบบลูกตัวเองไม่ได้นะ แต่มันก็ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละน่า เพราะถึงจะไม่ใช่มนุษย์ แต่ก็เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ได้เป็นก้อนอิฐก้อนปูนถ่วงในท้องเฉยๆสักหน่อย

ดังนั้นตั้งแต่เล่มแรกจนจบเราจะได้เห็นออก้าและเพื่อนทหารใหม่ตั้งแต่ฝึกทหาร ยันเริ่มฝังตัวอ่อน อุปกรณ์มีชีวิตที่สำคัญในการวาร์ป และนาโนแมชชีนเพื่อใช้ในการแจมมิ่งสัญญาณระหว่างการวาร์ป (ควบคุมสมองของทหารส่งถ่ายไม่ให้จินตนาการเลยเถิดระหว่างส่งถ่าย) ช่วงที่ได้เป็นทหาร รับมือกับอาการทั่วไปของคนท้อง ซึ่งก็ต้องบอกตัวเองว่าข้างในไม่ใช่ลูกตัวเองตลอด  และช่วงที่เริ่มภารกิจส่งถ่ายอย่างจริงจัง

Capture9
หนึ่งในฉากที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในต้นเรื่อง คนมันจะไม่หวั่นไหวได้ยังไง ก็เล่นเอาสัตว์ประหลาดมาไว้ในท้องนี่นา

สำหรับในส่วนของเทคโนโลยี เรื่องนี้วางไว้ได้ดีจริงๆ แต่ถ้าจะให้เราอธิบายคงจะหลุดสปอยล์แน่ๆ(ฮา)

แน่นอนว่าเนื้อเรื่องที่แท้จริงเริ่มขึ้นเมื่อพวกออก้าได้เริ่มออกเดินทางบนพิกัดแห่งความว่างเปล่าเป็นครั้งแรก ตั้งแต่นั้นร่างกายรวมไปถึงจิตใจของพวกเธอก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อย โดยเฉพาะเมื่อพวกเธอรู้จักกับ เนวิเกเตอร์

เนวิเกเตอร์คือสิ่งลึกลับที่ปรากฎบนพิกัดว่างเปล่าเพื่อชี้ทางไปยังพอยต์จุดต่างๆ หรือชี้ทางเพื่อทำอย่างอื่นก็ได้(เช่นในเคสของนางเอก เนวิเกเตอร์สามารถระบุได้ว่าควรสร้างพอยต์ตรงไหน) ที่น่ากลัวคือ มันไม่ใช่มนุษย์ แต่รูปร่างที่เหล่าทหารเห็นมันจะไปตรงกับ”สิ่งที่พวกเขาแคร์ที่สุด” (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นรูปร่างมนุษย์ และเป็นคนที่รักซะด้วย) ตัวอย่างเช่น ผมแดง สิ่งลึกลับในคราบเด็กชายผมแดงที่มันก็ทำตัวได้เป็นเด็กมนุษย์ดีเหลือเกิน ออก้าเกือบจะหลงตามไปไกล สุดท้ายสิบเอกอัลเมียร์ต้องตามมาตบเรียกสติ แต่จะให้รุนแรงกับเนวิเกเตอร์ก็ทำไม่ลง เพราะความรู้สึกที่เห็น ไอ้ที่อยู่ตรงหน้ามันก็เด็กน้อยคนนึงเองนี่นา (แต่จริงๆแล้วผมแดงน่ารักมากนะ เนวิเกเตอร์อื่นก็เช่นกัน อิอิ)

แค่หลงทางอยู่ในจินตนาการที่ตัวเองสร้างขึ้นบนพิกัดว่างเปล่าไม่พอ ยังต้องควบคุมสติไม่ให้หลงเนวิเกเตอร์ตัวเอง ทั้งทีอีกใจก็อยากให้คนที่รักในร่างเนวิเกเตอร์กลายเป็นตัวจริง พอเสร็จภารกิจก็กลับมาคิดมากอีกว่าไอ้ที่เราควรปกป้องเนี่ยคือสิ่งที่อยู่ในท้องหรืออะไรกันแน่ เป็นทหารก็หนักอยู่แล้ว ท้องก็โย้ แพ้ท้องก็แพ้ ร่างกายก็บอบช้ำ โอ้ย เป็นทหารหน่วยนี้มันแบกภาระหนักจริงๆ หนักมากจนสุดท้ายก็เคยมีคนที่หลงระเริงไปกับความรู้สึกและสุดท้ายก็ต้องถูกปลิดชีพในหน้าที่

Capture10
จุดเล็กๆน้อยๆที่เราชอบ ถ้าท้องชนกัน ก็เลี่ยงมากอดทักทายแบบนี้แทนสิ!

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ออก้าและเด็กๆในรุ่นเดียวกันหลงระเริงจนเลยเถิด เหล่าทหารผู้ดูแลอย่างอัลเมียร์และหน่วยที่เกี่ยวข้องจึงต้องพยายามควบคุมด้วยการฝึกหนักให้พวกเธอเคยชินกับพิกัดความว่างเปล่า(หรือหลายๆทีก็ตบเรียกสติแบบที่เล่าเมื่อกี๊) จนกระทั่งเมื่อปฏิบัติงานจริง ความสามารถพิเศษของแต่ละคนก็เริ่มเผยออกมา เช่น ออก้าที่สามารถท่องได้อย่างอิสระบนพอยต์ สร้างใหม่เองก็ได้ กระโดดไปไหนก็ได้ แคสที่สามารถบินขึ้นไปบนท้องฟ้าของพิกัดว่างเปล่าและเห็นแผนที่ของทั้งสองโลกได้อย่างชัดเจน เคที่แม้ว่าระหว่างวาร์ปมิติจะบิดเบี้ยวแค่ไหนแต่สายตาของเธอจะมองทะลุปรุโปร่ง เห็นเพื่อนสมาชิก เห็นกระบวนการวาร์ปอย่างชัดเจน (เป็นประโยชน์ในการป้องกันความผิดพลาดในการวาร์ป ซึ่งมันน่ากลัวมาก)

แต่แค่การควบคุมและสู้กับจิตใจตัวเองก็ยังไม่ใช่จุดพีคของเนื้อเรื่องอยู่ดี เพราะจากนี้เหล่าทหารหญิงที่เริ่มเผยความสามารถของตนจะต้องเผชิญกับศัตรู ทั้งที่เป็นพวกเซคันด์ และเจ้าถิ่นในพิกัดว่างเปล่า อำนาจของทหารชั้นผู้ใหญ่ และอดีตยุคมืดของหน่วยส่งถ่ายที่สมัยนั้นยังเป็น”ระเบิดมนุษย์” รวมไปถึงเบื้องหลังการปลูกถ่ายที่พีคในพีคจริงๆ ตอนอ่านเผลอหลุดคำหยาบไปเยอะอยู่(ฮา)

*พ้นสปอยล์แล้วจ้ะ


งานภาพ

1
เท่ฉิบ ทำไมเท่ขนาดนี้วะ 5555

เราชอบดีไซน์หุ่นกับเมือง เท่ดี ลายเส้นเรื่องนี้ก็เท่ เท่มาก ใครที่เอียนลายเส้นโมเอะๆแบบญี่ปุ่นแต่ก็ไม่สันทัดกับลายเส้นแบบคอมิคฝรั่งก็ลองเรื่องนี้ได้ เป็นส่วนผสมที่ค่อนข้างลงตัวอยู่ ถึงจะดูหล่อไปหมดทั้งชายและหญิงก็ตาม 5555


สรุป

จุดเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่ความแปลกของเนื้อเรื่องตามที่เล่าไปข้างต้นนี่แหละ การนำเรื่องคนท้องมาเล่นเราว่ามันค่อนข้างละเอียดอ่อนมากเลยทีเดียว แต่เรื่องนี้ก็เกลาเนื้อเรื่องมาได้ดี เรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เอาผู้หญิงมาท้องเอเลี่ยนแล้ววันๆก็ส่งคนไปรบแน่นอน

ส่วนที่เหลือก็แนวทหารทั่วไปเลย เรื่องดราม่าครอบครัว ลูกน้องกับนาย เจ้านายที่มีปม ทหารชั้นสูงใช้งานผู้น้อย เจ้านายปกป้องลูกน้อง หมอทหารและจริยธรรมแพทย์ ไส้ศึก ฯลฯ แต่เพราะความที่มันมีประเด็นเรื่องการควบคุมความรู้สึกของตัวทหารหญิงที่มีต่อไอ้ตัวอ่อนในท้องตัวเอง ทำให้เรื่องนี้มีความแปลกใหม่และก็สนุกในตัวมันเอง

อย่างไรก็ตาม ตอนจบดูเหมือนจะเริ่มขมวดปมหรือมีบางส่วนที่เราเองยังงงๆอยู่หน่อย ส่วนตัวเลยให้ 3/5 แต่ถามว่าควรอ่านมั้ย …ก็ถ้ามีโอกาสอยากให้ลองได้อ่านกันนะคะ ถ้าไม่ชอบการขมวดปมตอนจบ อย่างน้อยไอเดียในเรื่องหลายๆส่วนก็เจ๋งมากเลย (โดยเฉพาะหลังเล่ม3เป็นต้นไปที่เราว่าเดือดมาก ไม่เครียดแล้วว่าในท้องจะมีอะไร เอาชีวิตให้รอดกันก็พอนะ T T)

แต่ก็ต้องแอบๆแง้มบอกไว้ก่อนว่า ไม่ได้จบแฮปปี้ 100% แน่นอนค่ะ เพราะในเรื่องก็สงครามน่ะนะ…


 

และการรีวิวก็จบเพียงเท่านี้

อยากจะเขียนให้มากกว่านี้ เพราะจุดที่พีคมีเยอะมาก แต่ถ้าเล่ามันจะสปอยล์จริงๆค่ะ เขียนวนได้แต่เรื่องท้องๆไส้ๆแง T T

ถ้าสนใจก็ไปหาอ่านกันได้นะคะ บอกก่อนนะว่าแสกนแปลอังกฤษลงไม่จบนะ เช่าหรือซื้อแท้เถอะ อิอิ

โพสรีวิวอันต่อไปไม่แน่ใจว่าจะเป็น utaware2 หรือของซีรี่ส์ของป้าแคลมป์ก่อนดีค่ะ เพราะช่วงนี้ติ่งงานป้ามาก ได้งานป้าช่วยไว้เยอะค่ะ 555

สำหรับการรีวิวครั้งนี้ถ้ามีเนื้อหาตรงไหนผิดไปรบกวนแจ้งหน่อยน้า เดี๋ยวจะรีบแก้ให้

ขอบคุณที่อ่านจนจบกัน และขอให้สนุกกับเรื่องนี้นะคะ!

010 | เรียนจบปีสามแล้วค่ะ!

ไม่ได้เขียนบล๊อคนานเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็จบปี 3 แล้ว

ลองกลับไปอ่านของเมื่อตอนปี2 แล้วเทียบกับตัวเองตอนนี้ คิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ

แน่นอนว่าวันนี้ (30/05/16) ก็ถือเป็นฤกษ์ดี(?) เช่นเคยค่ะ เพราะเคลียร์ทั้งเรื่องโปรเจกต์ เรื่องสอบ เรื่องเอกสารเพิ่มเติมอีกหลายๆอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญก็เป็นวันสุดท้ายของปี3 จริงๆ เพราะวันต่อไปก็จะเข้าสู่ช่วงฝึกงานซัมเมอร์อย่างเป็นทางการแล้วล่ะ

ปีสามนี้เป็นปีที่เกิดเรื่องขึ้นเยอะมาก ทั้งที่ดี ไม่ดี ที่ตัวเราทำเองหรือประสบกับตัว แต่ธีมของปีนี้คงจะเป็น “ปีแห่งอารมณ์” เพราะเป็นปีที่ได้สัมผัสอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย ต่างจากปีที่ผ่านมาเยอะเลยค่ะ

เพราะโพสนี้เขียนด้วยอารมณ์ อาจจะยาวกว่าเมื่อของปีก่อนมากๆ แต่ก็ขอเขียนไว้เพื่อแชร์ประสบการณ์นะคะ


ปี3 เทอม 1 

[1] ปี 3 เป็นปีที่จะไม่ค่อยได้เรียนวิชาบังคับส่วนกลาง(GEN) ของมหาลัยแล้ว แต่ก็เหลือตัวนึงอยู่ ซึ่งหลังจากเรียนวิชานี้ไปแล้วก็พบว่าเราชอบมากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งอินมาจากเมื่อตอนฝึกงานหรือยังไงก็ไม่รู้ 555

ชื่อของวิชานี้คือ Modern Management and Leadership เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการโครงการ ในคลาสหลังจากเรียนไปประมาณ 2-3 week จะมีแยก sec ใหม่ตามหัวข้อที่นศ.สนใจ sec ที่เราเลือกไปคือ Entreprenour หรือถ้าให้ตั้งชื่อเล่นก็คือ มินิสตาร์ทอัพ นั่นเอง! (มีการคิดไอเดีย วางแผนการตลาด เอามาขึ้นเวที pitch ขายของ ประมาณนี้)

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่ทำงานกับเพื่อนต่างภาคแบบคนเดียว คนเดียวเน้นๆไม่มีเพื่อนจากภาคเดียวกันมาแจมเลย ในขณะที่ในกลุ่มจะมีพี่ปี 4 กับเพื่อนวิศวะค่ะ แปลกดีนะ ตอนแรกดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เลย แต่พอทำงานกันไปแล้ว เออสนุกดีนะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำงาน(ในวิชาเรียน)กับเพื่อนชั้นปีเดียวกันหรือกับรุ่นพี่

ปล. มีปัญหานิดหน่อยตอนที่เผยแพร่งานแล้วเข้าใจผิดว่าตัวเองโดนด่าเลยรีบๆลบแล้วไปนั่งจิตตก บ้ามากตอนนั้น ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไปนั่งเขย่าตัวบอก หนูลูกกกก หนูต้องใจเย็นนะ 5555

ส่วนนี่คือวีดีโอตัวงานที่เอาไป เปิดก่อนเริ่ม pitch ล่ะ! (โลโก้นี่มาจากฉันทามติของเพื่อนๆแล้ว)(ฮา)

[2] มี GEN อีกตัวที่ลงไปเพื่อเก็บวิชาบังคับ ตัวนี้ได้ชื่อว่า GEN มารยาท …ก็ ความรู้สึกก็คือ เหมือนได้กลับไปเรียนมัธยมใหม่ อ.อย่างเฮี้ยวเลย 555

จริงๆจุดประสงค์ที่เลือกเรียนคือจะฝึกพัฒนาทักษะในการพูด (อยากแก้อาการติดอ่างของตัวเอง) แต่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็เรียนๆสอบๆไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

[3] ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเสรีด้วย ตอนนี้ก็อ่านฮิรางานะคล่องแล้ว ส่วนคาตางานะยังถูไถ อย่างน้อยก็พอท่องเว็บญี่ปุ่นรู้เรื่องบ้างแล้ว(ฮา)

[4] ได้เขียนเกมจริงๆแล้ว!

Screen Shot 2560-05-30 at 2.07.15 PM
เกม2D เมื่อตอนส่งงานไฟนอล

ได้แตะ Unity เป็นครั้งแรก หลังจากปีที่ผ่านมาได้แต่วาด asset ส่งให้คนอื่นไปทำค่ะ หลังจากที่รู้สึกว่า”เกลียดโค้ด”มานาน พอได้โดนบังคับเขียนโค้ดรัวๆ รวมทั้งการทำงานสนองนี๊ดตัวเอง(ซึ่งก็ต้องไปค้นคว้าโค้ดเพิ่มเติมเอง)(ทำตัวเองทั้งนั้น)(ฮา) ก็เลยกลายเป็นว่า ความรู้สึกที่ไม่ชอบเขียนโค้ดก็ค่อยๆหายไป แต่ถ้าถามว่า เขียนเก่งขึ้นมั้ย อันนี้ต้องยอมรับกันตรงๆเลยว่าไม่ค่ะ ทุกวันนี้สิ่งที่ทำได้คือลอกโค้ดเขาก่อน แล้วค่อยเอามาเขียนต่อเท่าที่ทำได้เอง

แต่ไม่ได้วาดรูปประกอบเกมมานานแล้วค่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ

[5] เป็นครั้งแรกที่ได้ “วอร์” อย่างเป็นทางการ

จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ค่อนข้างรักสงบเลยล่ะ แต่ด้วยความที่ว่า ตอนเรียนเจออาจารย์ที่ นักศึกษาด้วยกันเองเห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่โอเค” เราเลยต้องรวมหัวกับเพื่อนเพื่อไปเสนอว่า เราไม่โอเคนะ ซึ่งนี่แหละ คือการ “วอร์” ครั้งแรก ผลการวอร์นั้นไม่แน่ใจว่าจะเรียกแพ้ชนะ หรือหายสาปสูญไปดี(ฮา) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเรากับเพื่อนๆได้ลุกออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอะไรที่… ถ้าพูดตรงๆก็คือเสียผลประโยชน์แหละ

แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต่อหน้ายิ้มสดใสแล้วลับหลังไปโพสด่ากันบน facebook หรือ social network อื่นๆนะ!


ปี 3 เทอม 2 

เป็นช่วงที่ต้องบอกว่า “พีคมาก พีคในพีค พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” พีคทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรู้สึกและอีกหลายๆเรื่องเลย

[1] เปิดกันด้วยเรื่องเรียนก่อน เทอมนี้ไม่มีวิชาส่วนกลางแล้ว เรียนแต่วิชาภาคเต็มๆ ซึ่งวิชาใหญ่ๆนอกจากวิชาภาคที่เราจะโดนกันเทอมนี้ก็คือเรื่องการเสนอหัวข้อโปรเจคจบ และหาที่ฝึกงาน สำหรับเรานั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ยกเว้นก็ต้องเงื่อนไขการฝึกงานแบบสหกิจซึ่งมีผลต่อหัวข้อ อันนี้ถ้าให้เล่ารายละเอียดคงยาวมากแน่ๆแต่ตอนนี้ก็เสียวสันหลังรอกันไว้ก่อน

ส่วนของวิชาเอกนั้น เทอมนี้ที่พีคสุดคือการได้เรียนเกมออนไลน์ และ Unreal Engine ไปพร้อมๆกัน

สำหรับเกมออนไลน์นั้น ถ้าพูดกันตรงๆเลยคือ ยากมาก ยากกว่าการทำเกม offine เยอะ เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ช่วงไฟนอลของเราเลยไม่สินใจไม่แตะโค้ดเลย แล้วไปรับผิดชอบ asset ทั้งหมดแทน

Screen Shot 2560-05-30 at 2.38.35 PM
เดาแนวเกมกันได้มั้ยล่าาา

ไฮไลท์เกมเราอยู่ที่เพลงค่ะ เพื่อนๆชอบกันมาก ขอแปะไว้ตรงนี้เผื่อมีใครอยากฟังนะ อิอิ

ส่วน Unreal Engine เป็นอะไรที่หนักเครื่องมาก เครื่อง mac ที่เราใช้อยู่ไม่สามารถเปิดโปรแกรมนี้ได้ ขนาดไปแบกคอมใหญ่จากที่บ้านไม่ก็ยังไม่ไหวเพราะแรมไม่ถึง แต่ถ้าเครื่องแรงพอแล้วได้เล่นเนี่ย จะพบว่าเจ๋งมากสำหรับสายจัด level design เพราะ tool หลายๆอย่างเขาทำมาให้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการเขียนโค้ดหรือการตั้งค่าบางอย่างเราชอบทางฝั่งของ Unity มากกว่า เพราะของ Unreal นี่ถ้าไม่เขียนโค้ดจ๋าๆจะใช้การโยง map เอา ซึ่งถ้ามันน้อยๆก็พอเข้าใจง่ายหรอก แต่พอมากเข้าแล้วมันค่อนข้างงง

โปรเจกต์ไฟนอลกลุ่มเราทำเกม 3D เดินตีมอนธรรมดา(แต่ตอนสร้างเหนื่อยมากเลยนะคะซิส) ถ้าคอมแรงพอระดับเล่นเกม AAA ได้ก็น่าจะรับโปรแกรมเราไหวค่ะ สนใจลองโหลดไปเล่นกันได้ตามนี้นะ!

[2] เรื่องงาน

เรื่องนี้ถ้าให้พูดทีไร(ตอนที่พิมพ์นี้ก็ด้วย) คงต้องร้อง “เฮ้ออออ” อ.อ่างล้านตัวกันเลยทีเดียว

คือต้องบอกก่อนว่าวิชาไฮไลต์ของเทอมนี้ที่เราคิดว่าพีคๆเนี่ย จะมี เกมออนไลน์ / Unreal / #ASF / UXUI และ React ค่ะ สำหรับสองวิชาแรกนั้นเราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว และไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากก็สั่งงานล่วงหน้า ทำงานส่งกันตามปกติ อย่างของเกมออนไลน์มีจัดนิทรรศการก่อนช่วงสอบปลายภาค ส่วนของ Unreal สั่งงานสเกลค่อนข้างใหญ่ ให้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเพื่อนๆก็โอเคกัน

แต่ของวิชาอื่นออกจะเป็นงานเดือด เพราะกว่าจะสั่งงานก็ปาไปหลังสอบแล้ว แล้วต้องทำงานแข่งกับเดตไลน์วันตัดเกรดของอาจารย์ เลยกลายเป็นว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ทำงานชนงาน จบงานนี้ ทำงานนู้นต่อ แทบจะไม่ได้พักเลย อะไรที่ไม่น่าจะเสร็จในวันสองวัน มันก็เสร็จได้ ไม่รู้จะเรียกว่าดีมั้ย เหมือนเป็นการปลดล็อคสกิลอะไรบางอย่างในตัว แต่ก็อดบ่นเรื่องระยะเวลาที่ให้จริงๆ เพราะหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับขาดการวางแผนมาก่อน และแน่นอนคนที่รับกรรมไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่รวมถึงนักศึกษาด้วย

แต่สำหรับที่เดือดที่สุดคงไม่พ้นกรณี #ASF ซึ่งขอไม่กล่าวรายละเอียดหรือที่มาของมันมากเพราะเราเกือบ “บิน” ไปแล้วทีนึง จริงๆแล้วเป็นวิชา game animation ค่ะ แต่ตอนเรียนก็โดนสร้างเกม 1 โปรเจกต์ เหตุการณ์นี้มันเกิดต่อเนื่องจากการที่นักศึกษามีปัญหากับอาจารย์(อีกแล้ว) และไปวอร์(อีกแล้ว 555) ซึ่งการวอร์นี้ นักศึกษาเป็นทั้งผู้ชนะและแพ้  ไม่มีใครถูก 100% แต่อย่างน้อยก็ยังพอทวง “ผลประโยชน์ที่นักศึกษาควรได้”มาไม่มากก็น้อย

ประเด็นคือ วอร์จบ คนไม่จบ

เทอมนี้ยอมรับว่าเราบ้าดีเดือดมาก ไม่รู้ไปเอาความโมโหโกรธามาจากไหน บวกกับในมือกำมือถือไว้อยู่ …ก็เสร็จเลย เอะอะก็โมโหโพสลงเฟส ฟาดงวงฟาดงาเหมือนเมนส์มาทุกวัน 555 และมีครั้งนั้นที่เราทำพลาด คือหลังจากที่วอร์จบ เราโมโหรุนแรงค้างมาก จนไปโพสต์ชื่อจริงนามสกุลจริงและชื่อผลงานของอ.คู่กรณีไป และนั่นแหละที่เป็นปัญหา เพราะเราทำผิดพรบ.คอมค่ะ เราสามารถโดนฟ้องร้องได้ 5555

ดีที่เรื่องจบลงที่การดีลว่าต่างฝ่ายจะลบโพสทิ้งแล้วจะไม่มีการเอาเรื่อง (ที่มาของคำว่า “บิน”) และถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่มากเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการโพสอะไรก็ตามลง social network สำหรับอารมณ์โมโหเนี่ย ตอนนี้เราว่าการขว้างมือถือทิ้งยังดีกว่าหยิบมันมาโพสระบายอารมณ์นะ แต่จริงๆแบบไหนก็ไม่ควรนั่นล่ะ สงบสติอารมณ์กันไปดีกว่าค่ะ 555

poster-Recovered
โปรเจกต์เจ้าปัญหา จริงๆเรารักโปรเจกต์นี้มากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสทำต่อก็จะทำนะ

หลังจากที่เคลียร์กันจบแล้ว กลุ่มเราที่ทำโปรเจกต์เกม visual novel กึ่ง puzzle หาของ ก็ตัดสินใจแจก asset ที่ทำทั้งหมดค่ะ ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถไปโหลดได้ ตามนี้ เลย

[3] เรื่องความรู้สึก

เทอมนี้ผ่านทั้งความรู้สึกที่สุขและเศร้าค่ะ ทั้งความสุขที่เหมือนจะรู้สึกสิ่งที่เรียกว่าความรัก(ฮา) ความเศร้าที่ก็ต่อยอดมาจากเมื่อเทอมที่แล้ว เป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอดและเพิ่งคลี่คลายได้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ

ไอ้ส่วนความสุขเนี่ย ไม่เล่านะ เขิล อิอิ

จริงๆแล้วตั้งแต่หลังฝึกงานตอนปี2 เป็นต้นมาจนตลอดปี3 เนี่ย เราเหมือนจะติดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “มองว่าตัวเองไม่มีอะไรดี” ค่ะ ตอนนี้ก็ยังมีแอบคิดแบบนี้อยู่บ้างนะคะ แต่ว่าก็เพลาๆลงบ้านแล้ว เพราะพยายามคิดในแง่บวกและมองอะไรที่เป็นเหตุผลมากขึ้นค่ะ

ในช่วงที่ผ่านมาเรามักจะถล่มตัวเอง ชอบคิดว่า เออเราเนี่ยมันไม่เก่งเลยนะ สู้คนอื่นไม่ได้เลย แล้วไม่กล้าที่จะออกความเห็นอะไรไป ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะคิดและกลัวว่าความคิดของเรามันมันคงเป็นความคิดโง่ๆ คิดแบบไม่คิด คิดออกมาได้ยังไง อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แย่มากเลยค่ะ เพราะเดิมไอ้เรามันก็ขี้เกียจเป็นก้อนขนอยู่แล้ว พอมาเจออะไรแบบนี้เข้าไปมันยิ่งไปกันใหญ่เลย คราวนี้ไม่ทำอะไรเลย(จริงๆ) มัวแต่นั่งท่องเน็ต นั่งดูหนังดูการ์ตูนไปเรื่อย เทงาน ไม่ค่อยตั้งใจเหมือนที่ผ่านมาเพราะคิดว่า “ทำไปมันก็เท่านั้น” (ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราไปเจอกับการ์ตูนเรื่องใหม่ๆเยอะมากเลยค่ะ ว่าจะรีวิวในภายหลังด้วยนะ 555) แล้วพอไม่ทำอะไร มันก็จะยิ่งรู้สึกแย่อีกว่า “แล้วทำไมเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างวะ??” แต่พอจะเริ่มทำ ก็จะกลับไปคิดแบบข้างต้น เป็นแบบนี้วนไป ซึ่งมันทำให้ปี3เทอม2 ของเราค่อนข้างแย่เลยล่ะ เรื่องอื่นให้เครียดก็มีตั้งเยอะ 555

ตอนนั้นที่รู้สึกว่าตัวเองขุ่นมัว ก็บังเอิญติดการ์ตูนเรื่อง Tsubasa Reservoir Chronicle ของป้า CLAMP และบังเอิญอีกที่คุณแม่ Yuki Kajiura ที่เราชอบมากๆแต่งเพลงประกอบ หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้แล้วเรากลับค่อยๆรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ขอแชร์เป็นคลิปนี้เพราะจะได้ฟังเพลงเพราะๆกันเนอะ เนื้อเพลงดูไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของเราเลย แต่เราอ่านเนื้อเพลงครั้งแรกแล้วน้ำตาซึมเลย เรากล้าพูดเลยว่าเราได้เพลงนี้ช่วยไว้จริงๆ ไม่ได้โม้นะเออ!

หลังจากนั้นเราก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ(และแน่นอน ติ่งเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย) จนกระทั่งช่วงปลายเทอม เพื่อนเราคนนึงเค้าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ แล้วบังเอิญที่มหาลัยมีหมอจิตแพทย์มาประจำเป็นช่วงๆ เราเลยอาศัยตามเพื่อนไปด้วย

สภาพเราวันนั้นไปแบบมึนๆงงๆ เหมือนคนไม่ได้ตั้งใจจะไปหาหมอเลยค่ะ ประเด็นหลักที่เราจะไปถามหมอคือเรื่องอาการพูดติดอ่างกับสงสัยว่าตัวเราจะไม่เป็นโรคซึมเศร้าใช่มั้ย ส่วนตัวคุณหมอเองก็ออกจะดูไม่ค่อยเป็นหมอเท่าไหร่ ถ้าให้นินทาก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจมารักษาเลยค่ะ 555 แต่ว่าสิ่งที่หมอแนะนำมาเนี่ย มันใช่เลย

“เราเป็นคนชอบจับผิดตัวเองนะ เวลาจะทำอะไรจะชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองทำตาม แล้วพอทำไม่ได้เราก็จะยิ่งโทษตัวเอง”

“งั้นหนูต้องทำยังไงถึงจะไม่คิดแบบนี้คะหมอ”

“ก็ช่างมันสิ …ผิดพลาดไปแล้วก็ช่างมัน ผิดแล้วไง ก็เริ่มใหม่ ช่างมันไปเลยคุณ”

บรรยากาศตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ มีแสงอาทิตย์ออกเหลืองๆส้มๆลอดผ่านหน้าต่าง แอร์เย็นกำลังดี หน้าหมอที่ออกเนือยๆตอนนั้น กับคำตอบที่ได้มา ทำไมมันรู้สึกแบบ… อบอุ่นมาก  ทั้งๆที่บรรยากาศจริงๆมันไม่ใช่เลย 555

ที่ผ่านมาเราพูดกับตัวเองว่า “ช่างมันสิ” มาหลายรอบนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการคุยกับตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็เคยเอาไปคุยกับที่บ้าน แต่คำตอบที่ได้ต่างกัน (และนั่นเป็นอะไรที่แย่มาก…) แต่พอได้เอาเรื่องที่อึดอัดใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วได้คำตอบแบบนี้ รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเลย

…ปลดปล่อยจากตัวเองนี่แหละ

ทุกวันนี้ หรือตอนพิมพ์นี้เรามีความสุขดีแล้วค่ะ ตอนนี้พอนึกย้อนไปถึงอะไรแย่ๆที่ผ่านมา พบว่าหลายๆอย่างก็เกิดจากไอ้การจับผิดตัวเองนี่ล่ะ(ไม่มีใครผิดเลย ทำตัวเองล้วนๆ 555) แย่จริงๆ ต่อไปต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระแล้วล่ะ!


….และปี3 ของเราก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ (เยอะเหลือเกิน)(ฮา)

จริงๆแล้วช่วงจิตตกเราก็ไม่ได้ซึมกระทือขนาดนั้นนะ เราก็ได้ไปทำกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เช่นไปเป็นสตาฟให้โครงการ creative talk 2017 ซึ่งงานจัดเอาตอนวันเกิดเราพอดีด้วยค่ะ 555 เป็นการฉลองวันเกิดที่แปลกดีนะ

หลังจากนี้เราก็ต้องไปฝึกงานอีกแล้ว คราวนี้เป็นการฝึกงานภาคบังคับค่ะ คราวที่แล้วมีคนลากไป แต่คราวนี้เราตัดสินใจเลือกที่ฝึกงานด้วยตนเอง

จะมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดใหญ่เช่นเดียวกับเวลานี้เมื่อปีที่แล้วรึเปล่านะ

ขอเวลาไปสัมผัสกับมันก่อนแล้วจะกลับมาเขียนโพสยาวๆอีกเช่นเคยค่ะ

เจอกันโพสหน้านะ!

009 | Review – Utawarerumono

วันนี้จะขอมารีวิวอนิเมะญี่ปุ่นเรื่อง Utawarerumono หรือบางทีก็เห็นชื่อไทยเรียก “กองทัพสนมถล่มปฐพี”

ซึ่งความจริงคนถล่มปฐพีไม่ใช่สนมเลย ก็กองทหารที่แหละ แต่พอดีพระเอกเราเป็นจักรพรรดิ และมีสาวๆในสังกัดที่มีบทบาท(และที่คนนอกมองเป็นสนมแต่ความจริงพวกเธอไม่ใช่ภรรยา)หลายคนก็เท่านั้นเอง

เรื่องนี้ค่อนข้างเก่าแล้ว แต่เพิ่งได้มีโอกาสดู และพอดูจบก็พีคมากจนต้องมาเขียนแนะนำเลยทีเดียวค่ะ

14705_n20061023_03_utawareradio

Utawarerumono  (うたわれるもの , The One Being Sung) , Spring 2006

Action, Sci-Fi, Drama, Fantasy 


ครั้งแรกที่เราเห็นตัวละครในเรื่องนี้ที่มีหูหาง มันเป็นภาพใสๆ ตัวละครกำลังยิ้มร่าในฉากหลังสงบสุข เราจึงไปนึกถึงเรื่อง Dog Days ซึ่งฉายใกล้ๆกัน แต่เนื้อเรื่อง(เท่าที่เรานั่งดูจากเพื่อน)จะออกแนวมุ้งมิ้งใสๆ เป็นแนวที่เราเฉยๆ ช่วงที่ฉายใหม่ๆจึงไม่ได้หาเรื่องนี้ดู แต่ก็ได้ไปอ่านรีวิวของคุณ Cammy ซึ่งก็นานจนลืมไปแล้วและไม่ได้สนใจ (โพสนี้ก็จะมารีวิวแบบเดียวกันแหละ ขอเป็นอีกเสียงที่แนะนำให้ไปดู)(ฮา)

ตอนนั้นคิดแต่ว่า พระเอกใส่หน้ากาก และรายล้อมด้วยสาวๆ เนื้อเรื่องคงไร้สาระแหงๆ(ฮา) ตอนประกาศอนิเมภาค 2 เห็นโปสเตอร์ก็คิดต่อว่า สงสัยภาคแรกถอดหน้ากากได้แล้วมาใช้ชีวิตผาสุกต่อ (ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลยยยยย เดี๋ยวจะกล่าวถึงในส่วนต่อไปค่ะ)

และพอเห็นเกมภาค 2 เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษวางขาย มีคนให้คอมเมนต์ว่า “ให้พวกชาวต่างชาติได้รับรู้ความสุดยอดของเนื้อเรื่องบ้าง”  เราถึงเริ่มอยากรู้ว่า อะไรมันจะสุดยอดปานนั้น!

คำเตือน : ยาวมากกกกกกก จากนี้เนื้อหาจะค่อนข้างสปอยล์นะคะ แต่จะพยายามเตือนตัวแดงๆไว้นะ


ที่มาของเรื่อง

Utawarerumono ต้นฉบับภาคแรกเป็นเกมPC ตั้งแต่ปี 2002 แนวเกม SRPG ผสม visual novel เนื้อหามี 18+ (เกมโป๊นั่นแหละคุณ) ดังนั้นลิสต์รายชื่อตัวละครจะมีผู้หญิงซะเยอะ และถ้าดูดีๆในอนิเมจะรู้เลยว่า ฉากไหนที่ในเกมมี”ต่อ”แน่นอน แต่เอาจริงๆนะ พล็อตมันดีจนฉากโป๊ไม่จำเป็นเลย แต่สำหรับเรื่องนี้ดูจะจำเป็น เพราะมันมีภาคต่อเนี่ยสิ…

Utawarerumono ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้คือเวอร์ชั่นอนิเมะความยาว26ตอน ซึ่งนำเนื้อเรื่องเกมภาคแรกมาทำ และค่อนข้างตัดทอนรายละเอียดไป แต่ที่เอามาทำนี่สำหรับเราก็ถือว่าครบเครื่องแล้วล่ะ เพราะเราไม่รู้เนื้อเรื่องเกม (ถ้าไม่ตัดน่าจะประมาณ30+ตอนได้มั้ง) นอกจากนี้ตัวเกมยังมีต่ออีก 2 ภาค คือ

Utawarerumono – itsuwari no kamen (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเพิ่งวางขาย ส่วนเวอร์ชั่นอนิเมฉายช่วง Fall 2015 ซึ่งจะกล่าวถึงในโพสต่อไป อิอิ) และ

Utawarerumono – futari no hakuoro (เพิ่งขายเวอร์ชั่นญี่ปุ่นเมื่อ 2016 ที่ผ่านมา)

สนใจไปหาเล่นกันได้นะ!


เนื้อเรื่อง

เนื้อเรื่องเปิดด้วยบรรยากาศแบบยุคโบราณ ผู้ชายคนนึงได้รับความช่วยเหลือจาก เอรูรุ สาวชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับ อารูรุ น้องสาว และ ทซึคุรุ คุณยาย เขาบาดเจ็บหนักและจำเรื่องราวของตัวเองก่อนหน้าไม่ได้ และมีสิ่งนึงที่เขาประหลาดใจคือ นอกเหนือจากเขาแล้ว ทุกคนมีหู หาง เหมือนกับสัตว์ชนิดต่างๆ ส่วนเขาไม่ได้มีหู แต่มีหน้ากากที่ติดแน่นจนแกะไม่ออกแทน คุณยายได้ตั้งชื่อให้เขาว่า “ฮาคุโอโระ”

ระหว่างที่ฮาคุโอโระอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน เขาให้การช่วยเหลือในเรื่องต่างๆจนเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้าน(เพราะมันสมองของเขา) และในขณะเดียวกันนั้น เขาก็ได้รับรู้สภาพในหมู่บ้าน(“ยามามุระ”)และสภาพของประเทศ(“เคนาชิโครูเป”) ที่แท้จริง หมู่บ้านที่เขาอยู่เป็นบ้านห่างไกลที่ชายแดน มีคนหนีทหารมาขออาศัยบ่อยๆ และมีขุนนางหน้าเลือดมาขูดรีดขูดเนื้ออยู่เป็นประจำ ส่วนตัวจักรพรรดิผู้ปกครองประเทศเองก็ไม่ได้ทำอะไรมากกว่าใช้อำนาจกดขี่ชาวบ้าน ทำตามใจให้ตัวเองอยู่สุขสบาย

ชาวบ้านเองก็ใช่ว่าจะพอใจ แต่ทำไงได้ ก็พวกเขาเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นจุดพลิกผันครั้งแรกของเรื่องเลย ทำให้ฮาคุโอโระและชาวบ้านตัดสินใจที่จะเริ่มก่อกบฎ เขาออกนำขบวนกบฎชาวบ้านสู่สนามรบ ไล่โค่นล้มตั้งแต่ขุนนางไปจนท้ายที่สุดก็จัดการกับจักรพรรดิได้สำเร็จ เขาได้รับการยกย่องจากทุกคนให้เป็นจักรพรรดิคนต่อไป มีคนที่จะมาจงรักภักดีช่วยงานของเขา และเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “ทซึคุรุ” เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณยายผู้มอบชื่อให้

นี่เป็นแค่พล็อตคร่าวๆในส่วนแรกของเนื้อเรื่องนะคะ จากนี้จักรพรรดิฮาคุโอโระจะต้องรับมืออะไรอีกมากมายเลยล่ะ


ตัวละคร (หลักๆ)

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องนี้ตัวละครเยอะมากกกก เพราะเป็นแนวสงครามนี่แหละ ฝั่งพระเอกก็เกือบ 10 คนได้แล้ว

hakuoro-utawarerumono-3-24

ฮาคุโอโระ – พระเอกของเราที่จนจบเราแม้เราไม่ได้เห็นหน้า แต่เสียงหล่อเหลือเกิน (คุณ Koyama Rikiya เจ้าเดียวกับ คิริซึงุ Fate/Zero) อายุน่าจะประมาณวัยกลางคน ผู้ตื่นมาพร้อมกับความทรงจำว่างเปล่า แต่ฉลาดเป็นกรด มีความสามารถทั้งในเรื่องการบริหาร การวางแผน วิทยาการต่างๆ ฝีมือการต่อสู้ก็ไม่เลว ใช้พัดเหล็กเป็นอาวุธ โคตรเท่เลย (เวอร์ชั่นอนิเม)ดูจะไม่ค่อยรู้ทันเรื่องผู้หญิงสักเท่าไหร่ เขาคือผู้นำกองกำลังกบฎและได้ขึ้นเป็นจักรวรรดิของประเทศ

อดีตของฮาคุโอโระคือส่วนสำคัญของเนื้อเรื่องเลยล่ะ

eruru_anime

เอรูรุ – สาวน้อยผู้พาฮาคุโอโระมาที่หมู่บ้าน อายุน่าจะประมาณ16-17 หูกับหางเป็นของหมาป่า เธอกำลังเรียนศาสตร์การเป็นเภสัชกรจากคุณยายของเธอ รักและเป็นห่วงน้องสาวของตนเองมาก ต่อมาทั้งเธอและน้องสาวได้ติดตามฮาคุโอโระไปในฐานะคนใกล้ชิดในครอบครัวและกลายเป็นเภสัชกรประจำพระราชวัง

aruru-9842

อารูรุ – น้องสาวของเอรูรุ ในภาคนี้เธอยังเป็นเด็กน้อย หูกับหางเป็นของหมาป่า เป็นเด็กที่ได้รับสมญา “พระแม่แห่งป่า” เนื่องจากสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้ เธอเลี้ยงเสือขาวตัวใหญ่ชื่อ มุคุรุ ไว้ โดยที่เวลาไปไหนมาไหนเจ้าเสือขาวก็จะเป็นพาหนะให้เสมอ มองฮาคุโอโระเป็นพ่อ

tusukuru_4494

ทซึคุรุ – คุณยายของเอรูรุและอารูรุ หูกับหางเป็นของหมาป่า เป็นเภสัชกรที่มีทั้งความสามารถและชื่อเสียงในหมู่เภสัชกรด้วยกัน เชื่อว่าในอดีตอาจจะเคยมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศ

oboro-utawarerumono-30-8

โอโบโระ – อดีตลูกขุนนางผู้สูงศักดิ์ที่ตัดสินใจเข้าร่วมกับกองกำลังกบฎ เรียกฮาคุโอโระว่า “พี่”และคอยติดตามช่วยเหลือ(โดยเฉพาะเรื่องสงคราม) เมื่อประเทศถูกปกครองโดยฮาคุโอโระ เขาก็ยังคงอยู่เป็นผู้ช่วยของฮาคุโอโระ เชี่ยวชาญเรื่องการสังหารระยะประชิดและรวดเร็ว มีน้องสาวที่ป่วยหนักอยู่คนหนึ่ง และมีข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ 2 คน

yuzuha-utawarerumono-60

ยูซุฮะ – น้องสาวของโอโบโระ หูกับหางเป็นของแมว ป่วยเป็นโรคหัวใจ และตาบอดทั้งสองข้าง (อยู่ในการดูแลของทซึคุรุ และเอรูรุในภายหลัง) ลุกเดินไปไหนไม่ค่อยได้ แต่ก็เป็นคนชอบเรียนรู้ มักจะถามไถ่ถึงโลกภายนอกบ่อยๆ ด้วยความที่ตาไม่เห็น เธอจึงมีสัมผัสอื่นๆพิเศษกว่า สามารถรับรู้ตัวตนที่ตาคนปกติไม่สามารถรับรู้ได้

5a046ec69f2d1d3c58c280a10bd51e221239685509_full

โดรี และ กุร่า – 2 ฝาแฝดข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของโอโบโระ ยิงธนูแม่นมากจนต่อมาได้เป็นหัวหน้าหน่วยธนูของประเทศ ในอนิเมทำให้ทั้งสองดูไม่ออกว่าเป็นเพศอะไร(น่าจะหญิง) แต่ต้นฉบับในเกมให้เป็นเด็กผู้ชาย ทั้งคู่หน้าเหมือนกันจนแยกไม่ออก กระทั่งใช้เสียงพากย์เดียวกัน(ฮา) นับถือฮาคุโอโระเป็นพี่ใหญ่เช่นเดียวกับนายท่านของพวกเขา

benaui

เบนาวี – หัวหน้าทหารที่เดิมเคยรับใช้จักรพรรดิองค์ก่อน ซึ่งจริงๆแล้วเขาก็ไม่ค่อยพอใจนัก เมื่อกลุ่มปฏิวัติมาถึงพระราชวัง เขาตัดสินใจปลิดชีพจักรพรรดิองค์ก่อนด้วยตนเอง (อาจจะเพื่อที่จะไม่ให้ฮาคุโอโระมีประวัติไม่ดี) และซาบซึ้งในบุญคุณของฮาคุโอโระ จากนั้นก็ทำหน้าที่หัวหน้าทหารใต้บัญชาของฮาคุโอโระ เป็นทั้งนายทหารผู้ซื่อสัตย์ และเลขาประจำตัว มีความสามารถและเก่งกาจเมื่ออยู่บนสนามรบ

kuro_4853

คุโร่ – ทหารผู้แข็งแกร่งที่ตามรับใช้เบนาวี และคอยรับตำแหน่งกองหน้าประจันข้าศึก ถ้าเปรียบทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน คุโร่จะให้อารมณ์เหมือนคุณน้าผู้แข็งแกร่งที่คอยแบ็คอัพญาติพี่น้องและเอ็นดูหลานๆ(ฮา)

urutori-utawarerumono-6-19

อุรุโทรี่ – เจ้าหญิงจากประเทศชื่อ “องคามิยามุไค” ซึ่งเป็นประเทศที่ประชากรไม่มีหูหาง แต่จะมีปีกสีขาวที่หลัง และมีความสามารถด้านเวทมนต์ เดิมมาเพื่อตรวจสอบความเป็นไปหลังประเทศทซึคุรุเกิดใหม่ แต่ต่อมารับหน้าที่เป็นทูตเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศของทซึคุรุแทน เป็นคนที่มีไหวพริบและบางครั้งก็เป็นที่ปรึกษาราชการของฮาคุโอโระ

kamyu-utawarerumono-8-95

คามิว – เจ้าหญิงคนรองจากองคามิยามุไค ผู้เป็นน้องสาวของอุรุโทรี่ เธอเป็นคนเดียวที่มีปีกสีดำ เป็นเพื่อนสนิทของอารูรุ และยูซุฮะ ค่อนข้างมีบทสำคัญในภายหลัง

karula-utawarerumono-5-62

คารุร่า – สาวใหญ่อดีตทาสจากประเทศห่างไกล ได้หนีมาที่ทซึคุรุ และฮาคุโอโระได้ช่วยไว้ จึงตัดสินใจอยู่คอยรับใช้ หูกับหางของเธอเป็นของเสือดาว ซึ่งคนเผ่านี้จะพิเศษกว่าเพื่อนหน่อยตรงที่มีกำลังวังชามากกว่า สามารถแบกดาบเล่มใหญ่โตฟาดไปมาได้ เป็นหน่วยโจมตีหนักเช่นเดียวกับคุโระ แต่ไม่ค่อยออกสนามรบถ้าไม่จำเป็น ถ้าว่างจะหาสาเกมาดื่มให้หนำใจ และไม่ยักจะเมาซักที คารุร่าเปรียบเหมือนเจ๊ใหญ่ที่อ่านขาดทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกของเอรูรุ เธอมักจะอยู่กับอุรุโทรี่ และต่างฝ่ายต่างแคร์กันในฐานะเพื่อน

touka

โทวกะ – หญิงสาวผู้มีปีกนกฮูกที่หู เดิมรับใช้หัวหน้านายทหารประเทศอื่นที่เข้ามารุกราน แต่เมื่อค้นพบว่าหัวหน้าของตนถูกหลอกใช้จึงแปรพักตร์มาอยู่ข้างฮาคุโอโระ และทำหน้าที่เป็นองครักษ์ประจำตัว เป็นนักดาบที่เก่งและรวดเร็วมากขนาด slowmotion ยังไม่ทัน(อันนี้จริงจัง 555) แต่นิสัยออกจะป้ำๆเป๋อๆ เหมือนเด็ก แต่เป็นคนจริงใจ สนิทกับคารุร่าพอสมควร

tropes_kuya_1262

คูยะ – เจ้าหญิงจากประเทศ “คุนเนคามุน” ผู้นับถือเทพต่างองค์กับประเทศทซึคุรุและประเทศอื่น หูกับหางเป็นของกระต่าย จริงๆแล้วคูยะเป็นผู้นำจิตใจดี และมักจะแอบเดินทางมาขอคำปรึกษาจากฮาคุโอโระอย่างลับๆอยู่บ่อยครั้ง แต่ด้วยเหตุการณ์หลายอย่าง ทำให้เธอต้องตัดสินใจเป็นศัตรูและออกโจมตียึดครองประเทศรอบด้าน รวมไปถึงประเทศของฮาคุโอโระด้วย

นี่พยายามแนะนำตัวละครที่อยู่ฝั่งพระเอกแล้วนะคะ สังเกตว่าจะมีแต่ผู้หญิง จริงๆตัวละครชายก็เยอะแต่จะเป็นตัวละครรองกับฝั่งตัวร้าย(?)มากกว่า แต่ที่น่าสนใจคือ เรื่องนี้ได้วางสเกลเรื่องไว้ใหญ่มาก จะเห็นได้จากการมีตัวละครที่มาจากหลายประเทศ แถมมีเรื่องการนับถือเทพต่างองค์ด้วย


ทำไมเราถึงชอบเรื่องนี้ 

uwm14-01

อย่างแรกที่เราชอบเลยคงหนีไม่พ้นเรื่องการ “สร้างโลกของมนุษย์หูหาง” ที่มีความเป็นโลก มีหมู่บ้าน มีประเทศ มีชนเผ่า มีศาสนา(เทพที่นับถือ) และมีความขัดแย้ง มีสงคราม ซึ่งไม่ต่างจากมนุษย์อย่างเราๆเลย (จะต่างก็ไอ้ตรงชื่อภาษาชื่อเผ่าที่จำยากเหลือเกินนี่ล่ะ)

เพื่อความเข้าใจ สำหรับโลกของ Utawaremono เป็นโลกที่ใช้ setting ในยุคโบราณ ยังไม่มีไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีแบบปัจจุบัน แต่มีเวทมนต์ และอะไรบางอย่างที่ต่างจากโลกมนุษย์ เช่น หินเรืองแสงที่ใช้แทนหลอดไฟ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดย”มนุษย์”ในเรื่องคือคนที่มีหูหาง หรือปีก ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้

ประเทศที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องคือประเทศทซึคุรุ (เดิมชื่อ เคนาชิโครุเป) ปกครองโดยฮาคุโอโระ พระเอกของเรา ซึ่งระบบประเทศจะมีศูนย์กลางอำนาจที่จักรพรรดิ ประชากรมีหลากหลายเผ่า(หูหางต่างกัน) ตัวเมืองประกอบด้วยเมืองหลวง และเมืองย่อยๆกระจายตามเขตแดน มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติ มีการตั้งด่านกั้นระหว่างประเทศ และมีด่านปราการป้องกันในประเทศตามลำดับ เมืองยามามุระที่เป็นบ้านเกิดของเอรูรุเป็นเมืองเล็กๆที่ชายแดนประเทศ

ซึ่งตัวประเทศทซึคุรุเองก็จะมีประเทศอื่นๆรายล้อม ส่วนใหญ่มักจะเข้ามาก่อสงครามเพื่อขยายขนาดประเทศ น้อยครั้งที่ฝั่งทซึคุรุเองจะไปก่อก่อน และส่วนใหญ่ใครมาก็ต้องพ่ายเสียประเทศให้ทซึคุรุตลอดล่ะน่า…

สำหรับเรื่องเทพที่มนุษย์หูหางนับถือ จะมี 2 องค์ได้แก่

เทพ “วิตซึอารุเนมิเทีย” (ชื่อเล่น เทพขาว) ซึ่งประเทศทซึคุรุและประเทศใกล้เคียงนับถือ โดยมีประชากรของประเทศ “องคามิยามุไค” ซึ่งเป็นชนเผ่าเดียวที่มีปีก และใช้เวทมนต์ได้ ทำหน้าที่เป็นนักบวชผู้อุทิศตนให้เทพองค์นี้ ดังนั้นคนเผ่าอื่นจะให้ความเคารพเผ่านี้เป็นพิเศษ โดยเผ่านี้จะไม่สามารถสร้างสงครามและจะไม่ถูกรุนรานจากประเทศผู้นับถือ (หรือถ้าประเทศต่างศาสนาจะมารุกราน ประเทศผู้นับถือก็จะมาปกป้องทันที)

เทพ “องวิไตคายัน” (ชื่อเล่น เทพดำ) เป็นเทพที่ประเทศคุนเนคามุนนับถือว่าเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด

เหตุที่เรากล่าวถึงเทพ เพราะเทพนี่แหละคือประเด็นหลักของเรื่องนี้เลย

uwm12-01
แม้แต่เด็กน้อย ก็ช่วยเหลือในสงครามได้!

 

อย่างที่สองที่เราชอบ เพราะเรื่องนี้มันเป็นแนวสงครามยังไงล่ะ!

คุณดูสิ มนุษย์หูหาง สาวรุ่น สาวใหญ่ เวทมนต์ ทหารหนุ่มหล่อ พระเอกลืมอดีต ฉากหลังไม่ทันสมัย วัตถุดิบมีความเป็นแนว”ข้ามมาต่างโลก”มากเลยนะ! แต่บอกเลยว่าไม่มีการข้ามมาต่างโลก (ข้ามอย่างอื่นมาแทน)(ฮา)

สงครามก็ไม่ใช่สงครามใสๆ ฆ่าเป็นฆ่า เลือดเป็นเลือด ศพนอนเกลื่อน มีภาพรุนแรงแต่น้อยมากนับครั้งได้ เอาแบบที่เราว่าสุดๆ ของเรื่องคือศัตรูโดนพันขาดสะพายแล่งเลือดกระฉูด เลือดนองพื้นเยอะๆ และเศษเนื้อนิดหน่อยจากระเบิด

ฮาคุโอโระในฐานะผู้นำกบฎก็ไม่ได้มีความโลกสวยแต่อย่างใด ทุกครั้งที่มีการลุกฮือต่อต้าน จะต้องมีการฆ่าฟัน และเขาเองก็คือคนนำชาวบ้านไปฆ่าฟันทหารชาติเดียวกัน เขารู้ตัวดีว่ามีการฆ่าฟันเกิดขึ้น

เมื่อได้เป็นจักรพรรดิ ก็ใช่ว่าเวลาข้าศึกโจมตีจะนำทหารปลุกใจออกสู้จนตัวตายแบบไม่คิด ทุกครั้งที่มีสงครามเขาก็มีการวางแผน หลอกล่อ มีการคำนึงถึงกองกำลังและทรัพยากร สร้างเครื่องทุ่นแรง ทำอย่างไรก็ได้ที่จะช่วยชาวบ้านและทหารไว้ให้ได้มากที่สุด เรียกว่าเป็นผู้นำประเทศที่สุดยอด ชาวบ้านต่างนับถือตัวเขาอย่างมาก

****จากนี้มีสปอยล์เนื้อหาบางส่วน สามารถข้ามไปอ่านสรุปตอนท้ายได้เลยนะ****

 

แต่เรื่องนี้ไม่ได้เสนอแต่ผู้นำดีๆแบบฮาคุโอโระคนเดียว เรายังมีผู้นำจอมเผด็จการ ที่เห็นประชาชนเป็นแค่ตัวหมาก ยังมีผู้นำที่เป็นหุ่นเชิด ถูกหลอกใช้ ทุ่มทำอะไรวิปริต ก่อสงครามเพราะต้องการขยายดินแดน ก่อสงครามเพราะเห็นต่าง ก่อสงครามเพื่อล้างแค้น ก่อกบฎเพื่อทวงคืนสิทธิ ฯลฯ ซึ่งก็จะเดือดร้อนฮาคุโอโระที่ต้องไปช่วยจัดการเสมอ

ตัวอย่างที่เราเห็นใจสุดก็คงจะเป็นหมวดก่อสงครามเพื่อล้างแค้น ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนเกือบท้ายเรื่องที่ก็เป็นจุดพลิกตอนท้ายเช่นกัน เจ้าหญิงคูยะจากคุนเนคามุน ประเทศผู้นับถือเทพดำเป็นพ่อผู้ให้กำเนิด  เธอเป็นเจ้าหญิงวัยรุ่น คือเป็นวัยรุ่นก็ต้องปกครองประเทศแล้ว เธอก็มีข้ารับใช้คอยช่วยงานนะ แต่ประเด็นคือข้ารับใช้พยายามวางอำนาจเสมอตัวเธอ

เนื่องจากประเทศของเธอโดนโจมตีเพราะเรื่องศาสนา ชาวบ้านตามชายแดนล้มตายไปเยอะ ที่เหลืออยู่ก็หวาดกลัว อยู่กันไม่เป็นสุข ครั้งหนึ่งกองกำลังของเธอสามารถป้องกันเมืองได้ เพราะใช้ “อาวุธลับ” ที่มี และเมื่อแสนยานุภาพของอาวุธลับโด่งดัง เสียงข้ารับใช้ก็เริ่มแตกเป็น 2 ฝ่ายคือ จะพอแค่นี้ หรือจะลุยต่อ

ปรากฎว่าเสียงข้าง”ลุยต่อ” มากกว่าเพราะชาวบ้านตามชายแดนร้องขอความสงบสุข ทั้งๆที่คูยะไม่ได้อยากทำสงครามเลย เธอเกลียดการฆ่าฟัน แต่สุดท้ายก็จำต้องสั่งการรบ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของขุนนาง และเบื้องหลังของแผนทั้งหมดก็มาจากท่านเทพดำนั่นเอง

เมื่อคุนเนคามุนโจมตีทซึคุรุ ฮาคุโอโระจึงต้องเข้ามาข้องแวะเรื่องการเมืองภายในของที่นี่ ก่อนจะเกิดโศกนาฏกรรม และเสียอำนาจการปกครองให้ทซึคุรุทั้งหมด ยังดีที่ฮาคุโอโระไม่บังคับเปลี่ยนศาสนาน่ะนะ

 

uwm10-01
หนึ่งในฉากที่ละเอียดอ่อนดี เราชอบฉากนี้นะ

 

อย่างที่สาม เพราะบทเท่าเทียม และไม่ได้เครียดตลอดเวลา

ตัวละครออกจะเยอะแยะ แต่เนื้อเรื่องกลับแบ่งได้ลงตัว ทุกคนได้บทตามความเหมาะสมของความสามารถ ที่สำคัญไม่มีการแบ่งชายหญิง เรื่องนี้เท่าเทียมทุกอย่าง กระทั่งเด็กยังดื้อไปอยู่กลางสนามรบได้เลยเอ้า

ถ้ามีสงคราม พวกหน่วยทะลวงฟันอย่าง คุโร่ คารูร่า ก็จะออกไปทำงาน  ถ้าต้องมีการควบคุมกองทัพใหญ่ เบนาวีก็จะออกโรง ถ้าส่วนไหนเป็นหน้าที่ของผู้นำ เช่น ตัดสินกับผู้นำด้วยกัน ลูกน้องอย่างเบนาวีก็จะยอมถอยให้ฮาคุโอโระจัดการแต่โดยดี หรือถ้าเป็นเรื่องการเจรจา อุรุโทรี่ก็จะจัดการให้ เอรูรุก็คอยซัพพอร์ตในเรื่องการพยาบาล ไม่มีการออกไปขัดจังหวะรบแต่อย่างใด (แต่ก็มีดื้อแอบตามฮาคุโอโระไปเพราะเป็นห่วง) พวกเด็กๆพอผู้ใหญ่ออกรบก็ไม่งอแง ยกเว้นอารูรุคนนึง(ฮา)

เรื่องนี้เราจะไม่ค่อยเห็นตัวละครอ่อนแอ เหลาะแหละสักเท่าไหร่ แม้กระทั่งตัวละครที่เป็นเด็กก็ตาม เพราะทุกคนรู้หน้าที่ของตนเองดี

ที่สำคัญเรื่องนี้ไม่ได้เครียดทุกตอนนะะะ ประเทศทซึคุรุก็มีบรรยากาศสงบสุขเหมือนกัน แน่นอนเรื่องรักๆใคร่ๆก็มีด้วย

เนื้อเรื่องมีหลายส่วนที่บอกเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือบรรยากาศนอกการรบ เช่น แก๊งสามสาว อารูรุ-ยูซุฮะ-คามิว ,แก๊งซดสาเกระบายความเครียด คารูร่า-อุรุโทรี่-โทวกะ ความสัมพันธ์แบบเจ้านายกับลูกน้องของฮาคุโอโระกับเบนาวี ที่นึกแล้วน่าสงสารทั้งคู่ คนนึงวันๆนั่งทำแต่เอกสารไม่ได้เที่ยวเล่น อีกคนก็หัวร้อนบังคับให้อยู่ทำเอกสาร หรือความสัมพันธ์แนวเพื่อนลองฝีมือระหว่าง โอโบโระ-คุโระ-เบนาวี เรียกได้ว่ากลุ่มคนที่อยู่ในวังสนิทกันเหมือนครอบครัวมากๆ

****จากนี้สปอยล์แหลกลานจ้า****

 

uwm13-03
มี”ต่อ”แน่นอน!!!

 

อย่างสุดท้าย เพราะฉากจบยังไงล่ะะะะะ

โถ ตอนแรกเราเดานะว่าฮาคุโอโระมันต้องมาจากต่างโลก ที่ไหนได้ นี่มันโลกล่มสลายหลังจากยุคมนุษย์หูกลมทำลายบรรยากาศจนอยู่ไม่ได้ ต้องหนีไปใต้ดิน วิทยาการล้ำสมัย มีสร้างมนุษย์เทียม GMO มีหูหาง(คนต้นคิดนี่รู้รสนิยมเลยนะ หุหุ) แต่ก็มีเทพตัวจริง เทพที่มันมีเวทมนต์และเสกแบบเทพได้จริงๆ แล้วฮาคุโอโระเราก็คือเทพที่ว่า เพราะอดีตนางเป็นนักโบราณคดีที่บังเอิญขัดหูขัดตาเพื่อน โดนยิงตายแต่เลือดกระเซ็นไปโดนซากฟอสซิลเทพ จนเทพขอเกิดใหม่ในร่างนาง และนางก็เป็นอมตะด้วยเลือดเทพ กลายเป็น iceman ได้มาสร้างครอบครัวกับมิโคโตะสาวหูหางที่นางประทับใจ แต่หลังจากได้อิสระ ได้ขึ้นบนดิน เมียก็โดนฆ่าทิ้ง ลูกโดนจับไป GMO ต่อ พ่อ iceman เราก็เดือดใช้พลังเทพเสกมนุษย์เป็นสไลม์ ส่วนตัวเองออกไปเป็นเทพโดนผนึกให้มนุษย์หูหางนับถือ

โอ้โห สเกลเรื่องมันไปไกลมาก มันไกลเกินไปแล้วววว 55555

ตอนท้ายเทพที่จู่ๆแยกไปเป็นฝ่ายขาวฝ่ายดำก็มาต่อยกัน(นี่ก็ไม่เข้าใจว่ามันแยกกันได้ไง) มีลูกสาวเทพที่ก็เป็นอดีตมนุษย์GMOรุ่นแรกๆ อยู่มาเป็นร้อยปีไม่ตาย เพราะสืบทอดผ่านเด็กสองบุคลิกในครอบครัวชาวมนุษย์ปีก และหวยก็มาลงที่คามิว โอ้โห อะไรมันจะปานนั้น สรุปคือ โอ้โห ผูกเรื่องได้ไง เราคาดไม่ถึง ที่สำคัญให้พระเอกเป็นลาสบอส คิดไม่ถึงจริงๆ

กลับมาที่ทซึคุรุ ต้องบอกก่อนว่าเราทีมเอรูรุนะ เราโอเคกับฉากตอนฮาคุโอโระโดนผนึกมาก ตอนอารูรุร้องไห้น้ำตาเราก็จะมาละ พอเพลง kimi ga tame ขึ้นเท่านั้นแหละน้ำตาเรามาเลย เพลงนี้มันดีมากทั้งทำนองและความหมาย นักพากย์ของทั้งสองคนก็ทำได้ดีมาก บทเขียนได้ดีมาก ลำดับภาพก็ดีมาก ฉากที่เอรูรุเดินเข้าไปใกล้ตัวฮาคุโอโระในห้วงแห่งความว่างเปล่า เสียงก้าวเท้าดังเอี๊ยด จังหวะที่เธอกระโดดเข้าไปหา จังหวะที่ฮาคุโอโระหันมาอ้าแขนรับ แล้วทั้งคู่ก็จูบกัน มันเพอร์เฟกต์มากกกกกกก มันทำให้รู้ว่า เออนี่แหละพรหมลิขิต มันมีจริง เอรูรุคือมิโคโตะกลับชาติมาจริงๆ โชคชะตาได้ให้ทั้งคู่มาเจอกันจริงๆ และความรักที่ทั้งคู่มีให้กันเป็นของจริง

//ปริ่ม ซับน้ำตาแพรพ ต้องดูให้ได้นะฉากนี้สุดยอดจริงๆ

จบเรื่องก็ไม่ได้จบแบบ จบแล้วจบเลย ตัวละครทุกตัวก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ก็ไม่มีวันลืมเรื่องของฮาคุโอโระ

สรุปแล้วคือ อิ่มเอม ประทับใจ ตัวเอกมีเหตุผล ตัวร้ายก็มีเหตุผล แบ่งบทเท่าเทียม ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆในเนื้อเรื่องหลัก

…เออแต่ก็แอบมีหน่อยแฮะ


สิ่งที่เราขัดใจนิดหน่อย

คือมันนิดเดียวจริงๆ มันเป็นความไม่พอใจของเราเองแหละ

อย่างแรก ความเวอร์บางส่วน

เรามีความรู้สึกว่าเทพลำเอียง ในขณะที่พ่อเทพขาวของเราปกครองเมือง กลับสอนได้แค่วิทยาการที่ประยุกต์ใช้แล้วดูเข้ากับยุคสมัยนั้น แต่พี่เทพดำเรากลับมอบ “หุ่นยนต์แนวซุปเปอร์โรบอท” ที่ไม่ว่ายังไงประเทศไหนในภาคแรกก็สู้ไม่ได้ให้เผ่าหูกระต่ายเป็นอาวุธลับ (สู้ได้แหละแต่ถึงขั้นฮาคุโอโระต้องคืนร่างเทพมาตบเลย) พี่เทพดำเป็นใครมาจากไหน ทำไมมีหุ่นแบบนี้ได้ คือคอกพิทมันเหมือนไททันอ่ะ เชื่อมต่อการขยับกับความรู้สึก ถ้าหุ่นโดนฟันคนขับก็เดี้ยง ไม่ได้มีเปิดช่องแล้วมีเก้าอี้หรือที่ยืนนะ แล้วหุ่นขยับข้อต่อแบบสิ่งมีชีวิตมากๆ วิทยาการมนุษย์หูกลมก่อนเป็นสไลม์ก็ดูไม่น่าจะพัฒนาอะไรแนวนี้ หรือเพราะเป็นเวทมนต์เหรอ? ตรงนี้เป็นจุดเดียวที่รู้สึกขัดกับเนื้อเรื่อง เพราะความเทพมันเกินสเกลไปหน่อย ความเวอร์ทุกอย่างยกให้เทพตัวจริงและพวกมนุษย์หูกลมละกัน

อย่างที่สอง อนิเมไม่มีฉาก 18+ แต่เกมต้องมี เพราะภาคต่อไปเป็นเรื่องของรุ่นลูก

ทีมอนิเมตัดฉากเรทออกทั้งหมดเพราะไม่คิดว่าจะมีภาคต่อ และเวลาฉายของเรื่องนี้คือช่วง 6โมงเย็นค่ะ (เขร้ …ให้เด็กดูคนฆ่ากันหลังเลิกเรียนกลับบ้าน โหดจริงๆ)

ในเกม ฮาคุโอโระจะได้เข้าซีน 18+ กับสาวๆทั้ง 5 คน ได้แก่ เอรูรุ นางเอกของเรา อุรุโทรี่ คารุร่า คามิว และ ยูซุฮะ

ของเอรูรุเราเข้าใจ ตัวติดกัน ตอนแรกอวยให้เป็นแค่พ่อลูก แต่ดูทรงแล้ว บทเธออย่างกับภรรยา และเราอวย เพราะฉะนั้นถือว่าดี (ฮา)

ของอุรุโทรี่กับคารุร่า จะมีเหตุผลที่ต้องทำ ซึ่งก็โอเค้ ผู้ใหญ่ คิดซะว่านางสนมขอมา แต่หลังจากสองอีเวนท์นี้เอรูรุมีงอนด้วย(เห็นมั้ย นางเอกของเรื่องไงล่ะ)

แต่คามิวกับยูซุฮะนี่เราไม่โอเค คนนึงยังเด็ก!(ถึงหน้าอกน้องจะเกินวัยก็ตาม) อีกคนเป็นคนป่วย! เป็นน้องสาวของเพื่อน! ถึงนางจะขอว่า “อยากมีลูกเพื่อเป็นหลักฐานการมีชีวิต”ก็เถอะ แต่มันก็นะ… ไม่โอเคอ่ะ ทำไมเอรูรุยอม ทำไมพี่ชายยอม ทำไมฮาคุโอโระยอม ทำไมต้องอยากมีลูกด้วยอะหนู แล้วพอหนูคลอดลูกมาหนูก็ตายป่ะ พี่ไม่โอเคนะ 55555

แน่นอนว่าด้วยความเป็นเทพ ขอเทพว่าอยากมีลูกจึงได้มี เนื้อเรื่องภาคต่อไปจึงเป็นเรื่องของลูกสาวยูซุฮะในอีก 15 ปีต่อมา (ซึ่งเมื่อเห็นน้องอยู่กับเอรูรุทีไรน้ำตาจะไหล รับสาเหตุการมีลูกไม่ได้ แง)


**พ้นสปอยล์แล้วจ้า**

ภาพ และ เสียง 

บอกเลย งานดี งานภาพถือว่าเจ๋งสำหรับช่วงปี 2006 ฉากสงครามมีหลายส่วนที่นำโมเดล 3Dมาใช้ แต่อาจจะขยับแข็งๆเหมือนพวก NPC เกม แต่ก็ให้อภัยเพราะเป็นยุคนั้น มีใช้เอฟเฟกต์ที่ยุคนั้นถือว่าว้าวเลย เอาง่ายๆคือ ถ้าดูในปีนั้น จะรู้สึกทึ่งเรื่องงานภาพมาก แต่มาดูย้อนหลังก็ถือว่าไม่เลว เพราะงานอนิเมดี ไม่ค่อยมีเผาเลย โดยเฉพาะฉากต่อสู้ทำได้ดีมาก ลำดับฉากแอคชั่นมันส์ดี

งานเสียง OSTอาจจะไม่ได้ดีที่สุดไปซะหมด แต่ก็มีแทร็กที่เจ๋งๆที่ติดหูคนฟังมากมาย รวมไปถึงเพลงเปิด โดย Suara ที่เจ๊รับร้องเพลงให้ซีรี่ส์นี้มันทุกแฟรนไชส์เลย ชอบเสียงเจ๊นะ ร้องเพลงไม่เหมือนใครดี sound effect ก็ใช้กันตามยุคนั้น สรุปคือ ก็ดีนะ ถ้ามีเวอร์ชั่น orchestra แล้วจัดพวกกลองดีๆ เราจะชอบมากกกกก


สรุป

 

utawarerumono_anime_front_page
รักใครชอบใครเลือกเอา หรือจะเหมาหมดก็แล้วแต่ 555

 

Utawarerumono เป็นอนิเมชั่นที่บอกเล่าความเป็นมนุษย์ผ่านมนุษย์ที่มีหูหาง และผ่านบรรยากาศสงคราม แต่ก็แทรกเนื้อเรื่องน่ารักๆ บรรยากาศสงบสุข ฉากฮาๆ แบ่งบทของตัวละครได้ดี ตัวละครทุกตัวสร้างความผูกพันให้คนดู เชื่อว่าถ้าได้ดูภาคต่อไป พอเห็นตัวละครจากภาคนี้จะต้องมีรู้สึกคิดถึงกันบ้างแน่ๆ

เนื่องจากตัวละครผู้หญิงออกจะเยอะ เลยออกฮาเร็มกลายๆ แต่ถ้าไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้ และกำลังหาอนิเมที่ พล็อตไม่สั้นไม่ยาวจนเกินไป จบดี เคลียร์ปมครบ ยังไงเราก็แนะนำเรื่องนี้ค่ะ เป็นเรื่องที่รู้สึกว่า ดีแล้วที่ได้ดู ที่สำคัญมาดูเอาตอนที่เลิกพีคกันไปแล้วด้วย 5555

เรื่องนี้ยอมรับว่า ศัพท์เฉพาะเรื่องเยอะมากกก ที่สำคัญถ้าได้ฟังภาษาญี่ปุ่นดีๆ จะพบว่าคำศัพท์ที่ใช้ค่อนข้างเป็นศัพท์ยากซะเยอะค่ะ อันนี้ก็พยายามมองว่า คนเขียนบทและออกแบบเรื่องนี้ได้คิดมาอย่างดีแล้วกันค่ะ อย่างน้อยเขาก็ทำให้เราอินกับการมีตัวตนของประเทศหรือชนเผ่าต่างๆหรือวัฒนธรรมของเขาได้อยู่นะ


และการรีวิวก็จบเพียงเท่านี้

สำหรับอนิเมชั่น Utawarerumono ภาคแรกนี้ นอกจาก26 ตอนที่เป็นเนื้อเรื่องหลักแล้ว ยังมี DVD Special 4 ตอน เนื้อหาสดใสผ่อนคลายหัวใจ และ OVA อีก 4 ตอน ที่เอาเนื้อเรื่องจากในเกมที่ตัดออกจากอนิเมหลักมาเล่าใหม่ด้วยลายเส้นที่ …ทุกคนหน้าเด็กไปหมด และเซอร์วิสจัดเต็ม ท่อนบนสาวๆไม่ปิดเลย ตอนดูกรุณาระวังด้วยนะคะ

ซีรี่ส์ Utawarerumono ยังมีเวอร์ชั่นอนิเมต่ออีกภาค คือภาค2 itsuwari no kamen ซึ่งเราจะรีวิวต่อในโพสต่อไป ติดตามได้นะ!

สำหรับการรีวิวครั้งนี้ถ้ามีเนื้อหาตรงไหนผิดไปรบกวนแจ้งหน่อยน้า เดี๋ยวจะรีบแก้ให้

ขอบคุณที่อ่านจนจบกัน และขอให้สนุกกับเรื่องนี้นะคะ!

008 | รวมงาน DIY ปี 2016

รู้สึกเหมือนจะไม่ได้เขียนบล๊อคต่อมาหลายเดือนเลยแฮะ

ตามที่สัญญาไว้ในโพสเก่าค่ะ คราวนี้เราจะมาเล่าว่าได้ทำงาน DIY อะไรไปบ้าง

ซึ่งงาน DIY ที่ว่านี้ก็ทำๆไว้ช่วงปิดเทอมมหาลัยปีที่แล้ว แต่หลังจากที่ขึ้นปี3 มาก็ไม่ได้ทำอะไรมากสักเท่าไหร่ค่ะ


#1 Bookbinding จากกระดาษเหลือใช้(และกระดาษดี)

เพราะที่บ้านเรามีกระดาษ A4 หน้าเดียวกับกระดาษที่เก็บมาจากสมุดที่ไม่ใช้แล้ว(พวกสมุดจดสมัยมัธยมหรือมหาลัยปีแรกๆ) เหลือเยอะมากเลยค่ะ (A4หน้าเดียวนี่ประมาณ 3 รีมได้เลย) แต่ครั้นจะให้เอากระดาษเปล่าๆไปใช้เขียนเลยมันก็ลำบาก หลังๆก็ไม่ค่อยได้วาดรูปเยอะๆ เลยหาวิธีรวมมันเป็นเล่ม จะได้เอาไปจดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือพกไปวาดรูปนอกสถานที่ได้ด้วย

img20160526134534
Prototype 2 เล่มแรกที่พยายามทำตาม VDO Tutorial

สำหรับสมุดทำมือ เราลงทุนซื้อเข็มเจาะอันใหญ่ ที่เจาะรู เข็มเย็บผ้าอันใหญ่ ด้ายเส้นใหญ่สำหรับเย็บหนังสือ รวมทุนแล้วตกประมาณ 300-400 บาท ส่วนพวกอุปกรณ์สำนักงาน เช่น สันเกลียว ห่วง ด้ายธรรมดา อันนี้ได้จากการที่ช่วงปิดเทอมนั้นเรารื้อบ้าน โละพวกของเก่าพอดี โชคดีที่บ้านเราเต็มไปด้วยเอกสาร เลยได้ของมาทำเยอะพอสมควรค่ะ

เท่าที่ทำไว้ก็ได้เป็น 10 เล่ม อุปกรณ์ก็ยังเหลืออยู่ ถ้าทำต่อไปยังไงก็คืนทุน ไม่ต้องซื้อสมุดเพิ่ม ถ้าไม่นับทุนเรื่องเวลานะคะ ถือซะว่าการนั่งเย็บหนังสือเป็นการเอาตัวเองไปมีสมาธิจดจ่อกับหนังสือ พักผ่อนสมองได้ดีในระดับนึงเลย
screen-shot-2560-02-04-at-5-44-51-pm

สำหรับ VDO Tutorial ที่เราดูและทำตาม ส่วนใหญ่จะเป็นของคุณ Sealemon ค่ะ งานเค้าน่ารักมาก ใครที่เป็นสายนักประดิษฐ์งานน่ารักๆใสๆลองไปติดตามดูกันได้นะ เขาไม่ได้ทำแค่สมุดอย่างเดียว

แบบแรก จะเป็นการรวมเล่มเพื่อทำสมุดสเก็ชรูป อันนี้ใช้กระดาษดีทำทั้งหมด เพราะจะได้ใช้งานได้ทุกหน้าเหมือนของจริงค่ะ

แบบที่สอง จะเป็นการเย็บรวมเล่มแบบญี่ปุ่น อันนี้ใช้กระดาษดีหรือกระดาษหน้าเดียวก็ได้ ในตัวอย่างจะสอนเจาะแบบ 4 รู แต่ความจริงจะกี่รูก็ได้ค่ะ แต่ควรจะเป็นเลขคู่นะ เราทำตามแบบนี้เยอะมากเพราะกระดาษหน้าเดียวเราเหลือเยอะ ทำได้หลายไซส์ตามใจชอบเลยค่ะ

แบบที่สาม เย็บ pocketbook เล่มเล็ก อันนี้เราใช้เพื่อหาทางกำจัดกระดาษปกที่เหลือจากรายงานแล้วหาคู่ไปใช้ต่อไม่ได้

นอกจากนี้ก็จะมีสมุดที่เราแก้ไขทรงมันเอง ก็เจ้าสมุดลายนกฮูกจากโพสที่แล้วนี่แหละค่ะ วิธีทำง่ายแสนง่าย ใครๆก็ทำได้ ลองไปดูโพสที่แล้วได้นะ!

10

กับสมุดอย่างสุดท้าย อันนี้เพื่อนจ้างให้ทำค่ะ ออกแนวสมุดรวมรูป เพราะเพื่อนจะเอาไปแปะรูปให้เป็นของขวัญวันเกิดแฟน (น่ารักจริมๆ)

img20160616083658

วิธีการทำคือ หาสมุดบันทึกแบบสันเกลียวปกหนาๆที่เขียนหมดแล้วมา เอาใส้ในออกไป ตัวปกเอามาห่อกระดาษดีๆอีกที อาจจะมีแปะอะไรเพิ่มเติมอันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเลยค่ะ จากนั้นก็เจาะรู รอร้อยกับเกลียว ส่วนข้างในใช้กระดาษ100ปอนด์หุ้มด้วยกระดาษสีอีกที แล้วก็เจาะรู สมุดเล่มนี้ทำตอนที่ยังไม่ได้ซื้อตัวเจาะรูมา ต้องกรีดรูเอาเองทีละช่อง งานหนักมาก T T

แต่ทำออกมาแล้วก็พอใจนะ อย่างน้อยเราก็ทำสมุดสวยๆออกมาได้ตั้งเล่มนึงแน่ะ!


#2 โคมไฟจากกระดาษ

อันนี้เป็นงาน DIY เร่งด่วน เนื่องจากหลอดไฟที่โต๊ะทำงานมีแต่หลอดไฟเปลือยๆ พอเอามาเปิดตั้งไว้เฉยๆแล้วแสบตาจนทำงานต่อไม่ได้ เลยต้องหาอะไรมาลดความร้อนแรงของแสงบ้าง

img20160716211303

อันนี้เราทำตามคลิปนึงใน Youtube แต่จำไม่ได้แล้วว่าทำตามคลิปไหน ตอนเขียนโพสนี้ลองกลับไปหาก็ไม่เจอซะแล้วค่ะ แต่จำได้ว่าอุปกรณ์มีแค่กระดาษ A4 3 แผ่น เข็มกับด้ายเย็บผ้าธรรมดาสีขาว ข้อดีคือมันง่ายมาก ใครพับกระดาษเก่ง ชม.เดียวก็ได้แล้ว

แต่ข้อเสียก็มีค่ะ ล่าสุดกลับไปดูที่บ้าน มันก็พังแล้ว ต้องเย็บต้องหากระดาษอื่นมาหุ้ม สภาพดูไม่จืดเลย แต่ก็ยังกรองแสงได้อยู่ แต่ถ้าใครชอบแสงนวลๆ ควรใช้กระดาษสาหรือกระดาษที่เนื้อขุ่นกว่า A4 ธรรมดาค่ะ

ที่สำคัญคือ ตัวหลอดเวลาเปิดนานๆจะร้อน ต้องพับโคมยังไงก็ได้อย่าให้ตัวกระดาษสัมผัสตัวหลอด ไม่งั้นกระดาษอาจจะไหม้ได้นะ


#3 โมเดลกระดาษ : ห้องทำงานของคุณฮายาโอะ มิยาซากิ

ต้องบอกก่อนว่า โมเดลอันนี้ซื้อมาจาก Ghibli Museum ตอนที่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ

 

6f1bf2f9ad93e42b71c6526e605cf10b
(รูปจาก pinterest) ถ้าต่อแค่กระดาษเสร็จจะเป็นแบบนี้ค่ะ

 

ตอนเป็นโมเดลกระดาษมันก็สวยดีอยู่ค่ะ แต่พอนานๆเข้า กาวมันเริ่มหลุด โดยเฉพาะพวกเก้าอี้ บอร์ด กับตรงที่เป็นเตาผิง

เราเลยตัดสินใจรื้อแปะใหม่ เอาให้แข็งแรงไปเลย!

img20160618152450
สภาพหลังชำแหละของเก่า สังเกตว่ารอยกาวชัดมาก ตอนแรกเราใช้กาวสองหน้าค่ะ แต่พอนานเข้ามันก็เสื่อม ร่วงเป็นแผ่นเลย

 

เราเอากระดาษ 100 ปอนด์ (ที่เหลือจากทำสมุดให้เพื่อนนั่นแล) มาเสริมความแข็งแรงให้ตัวโมเดล ส่วนตรงไหนที่เป็นช่องโหว่เราก็เอาเมจิกมาละเลงเลย ส่วนตรงที่บอบบางอย่างท่อเตาผิง เราเอาเส้นพลาสติกที่ใช้พันล็อคสายไฟมางอเป็นแกนแล้วแปะกระดาษทับไปอีกที ส่วนเก้าอี้ ก็เอาส่วนที่เหลือมาทำเป็นฐานแทนของเก่า จัดการเจาะรูใหม่และเก็บรายละเอียดเล็กน้อยจนเสร็จค่ะ

screen-shot-2560-02-04-at-5-45-31-pm
แอบตัดเส้น แต่งให้มันเข้ากับส่วนที่แก้ด้วย แต่งานนี้ก็มีใช้เทปกาวเหมือนกัน แอบกลัวว่าทิ้งไว้นานๆมันจะเหลืองแฮะ

 


#3 โมเดลโลหะ : ปราสาทญี่ปุ่น

อันนี้ก็ได้มาตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ ที่ไทยก็มีขายนะ แต่ราคาที่ญี่ปุ่นถูกกว่ากันเท่าตัว

โมเดลจะมีบอกวิธีต่อให้ แต่จริงๆเขาแนะนำให้ใช้คีมอย่างดี แต่คือเราไม่มีไง เอาแหนบใช้แทนละกัน 555

screen-shot-2560-02-04-at-5-45-16-pm
ฐานเบี้ยวมาก เพราะแกะทิ้งไว้ บิดๆงอจนพังเลย

และโพสรวมงาน DIY ของปี 2016 ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ

จริงๆแล้วเรามองว่างาน DIY เป็นงานอดิเรกอย่างนึงนะ ทำของตั้งโชว์ก็ได้ ใช้งานจริงก็ได้ ที่สำคัญคือเราได้หยุดจากงาน หยุดจากความรู้สึกต่างๆมานั่งประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ จะถือว่าเป็นการฆ่าเวลาก็ได้ แต่งาน DIY เป็นสิ่งที่ฮีลเราจากงานเหนื่อยๆ หรือความรู้สึกแย่ๆได้  ไม่ต่างจากการวาดรูปค่ะ

อย่างน้อยที่สุดเลยก็ทำให้รู้สึกว่า “เห้ย เราสร้างของขึ้นมาได้ตั้งชิ้นนึงแน่ะ!!”

ว่าแล้วจริงๆตอนนี้ก็มีโปรเจกต์ DIY เพียบเลยค่ะ แต่บอกตามตรง ถ้าอยากได้งานดีก็ต้องเสียตังค์ซื้อของดีมาทำด้วย ไม่ใช่งานที่นึกอยากจะทำก็ทำได้ซะทีเดียวหรอกนะ (มีโปรเจกต์แต่ก็พับไว้เพราะเหตุผลตามนี้ค่ะ) 555

เจอกันโพสหน้านะ!

007 | DIY – ทำสมุดเปิดยากให้เปิดง่ายขึ้น

งาน DIYนี้จริงๆเป็นงานที่ง่ายมาก ใครๆก็ทำได้

แต่ก็ตัดสินใจบอกเล่าเป็นประสบการณ์เผื่อใครเจอปัญหาคล้ายๆเราค่ะ

(หมายเหตุ รูปภาพค่อนข้างเยอะหน่อย กินเน็ตนิดนึงนะคะ 555)


เมื่อตอนม.6 เราได้ของขวัญจากคุณครูท่านหนึ่ง เป็นสมุดเล่มหนาไม่มีเส้น นอกจากจะจดแล้วก็ยังใช้วาดรูปได้ด้วย

1.jpg

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่ความหนาของสมุดนี่แหละค่ะ เนื่องจากสมุดเล่มนี้เย็บแบบสันกาว(ซึ่งเมื่อรื้อปกดูถึงได้เห็นรอยแม็กอีกที) ทำให้เวลาเปิด หน้าแรกก็วางขนานกับพื้นดีอยู่หรอก แต่หน้าต่อไปนี่สิ งอจนวางมือเขียนลำบากพอสมควรเลย

2.jpg
เราเป็นพวกชอบวางมือตรงๆขนานกับโต๊ะค่ะ อย่างรูปขวามือนี่เราจะเริ่มลำบากแล้ว ส่วนทางซ้ายก็…ลองประเดิมหน้าแรกดู ด้วยความที่เล่มมันหนาเลยวางมือไม่ถนัดอีก สรุปไม่ถนัดไปซะหมด 555

เรื่องการแก้ปัญหาสมุดหนาจนวางมือวาดหน้าแรกๆไม่ค่อยถนัด อันนี้สุดวิสัยจริงๆ ถ้าจะแก้ก็คงต้องแยกเป็นหลายๆเล่มแทน แต่ยังไงสิ่งที่เราจะแก้ไขคือการทำให้มันเปิดง่ายขึ้น ยังไงก็ต้องแยกชิ้นส่วนเล่มอยู่แล้ว สำหรับคนอื่น ถ้าจะแยกเล่มหรือเอากระดาษไปใช้อย่างอื่น อันนี้ฟรีสไตล์เลยค่ะ แต่ของเราจะขอเก็บรวมกันไว้เพราะเห็นแก่ปก ปกสวยดีค่ะ เราชอบ(ฮา)

เราจะเปลี่ยนจากสมุดแบบสันกาว(ปลอม)ไปเป็นสมุดแบบสันเกลียวแทนค่ะ

สำหรับอุปกรณ์ก็ตามภาพเลย

3.jpg
หรือใครห้าวพอ จะเอาลวดมาม้วนเองก็ได้นะ!

สำหรับวิธีการทำแบบสรุปสั้นที่สุด เราจะทำตามนี้ค่ะ

  1. ถอดปกออก ตัดส่วนหน้าปกกับหลังปกเก็บไว้
  2. ตัดกระดาษที่เย็บแม็กอยู่ออก
  3. เจาะรูกระดาษ และ ปกหน้า-หลัง
  4. เย็บรวมกัน

วิธีการมีแค่นี้แหละ จริงๆนะ ถ้าเตรียมใจจะชำแหละสมุดเล่มเดิมได้แล้ว ก็(มาดูเรา)ลงมือกันเลย


ขั้นตอนการถอดปก

4.jpg

เห็นมั้ยล่ะ นี่มันสันกาวปลอมชัดๆ! มิน่าล่ะถึงแหกหนังสือได้ไม่เต็มที่ ที่สำคัญสนิมกินไปทั้งเล่มเล้ย T T

เสียกระดาษหน้าแรกที่วาดรูปไป  1 แผ่นค่ะ แต่ไม่เป็นไร รูปนั้นแค่วาดเล่นเฉยๆ (ของจริงอยู่นี่)

สำหรับปกที่ตัดออกไป เราจะตัดส่วนที่เป็นสันทิ้งไปค่ะ เก็บตัวหน้าปกกับหลังปกไว้ใช้หลังรวมเล่ม


ขั้นตอนการตัดกระดาษ

ตอนแรกก็ว่าจะแงะเอาแม็กออกค่ะ แต่แม็กที่ใช้เป็นแม็กใหญ่ ประกอบกับสนิมกินไปเรียบร้อยแล้ว จะให้ฝืนดึงไปกระดาษดีๆคงได้ยับหมด เราเลยตัดสินใจยอมสละความกว้างของกระดาษประมาณ 1 ซม. เพื่อตัดส่วนที่ถูกแม็กออกไป

สำหรับคนที่มีเครื่องตัดกระดาษ(แบบที่ดึงมีดเข้าออกตัวตามรางนะ ไม่ใช่แบบมีดตัดยกขึ้นลง) ขั้นตอนนี้น่าจะสบายหน่อยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าสมุดหนามากๆเครื่องตัดจะหนีบอยู่มั้ย อันนี้เราไม่เคยใช้จริงๆค่ะ ของเราก็กรีดคัตเตอร์วนไป 555

5.jpg

หลังจากตัดอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ก็แยกชิ้นส่วนเรียบร้อย เตรียมไปขั้นตอนต่อไปได้เลยค่ะ6.jpg


ขั้นตอนการเจาะเนื้อกระดาษ 

ก่อนที่เราจะเจาะเนื้อกระดาษ เราต้องทำแบบสำหรับทาบเจาะก่อนค่ะ แน่นอนว่าเราคงไม่มานั่งวาดจุดแล้วเจาะทีละอันใช่มั้ยล่ะ!

วิธีการทำแบบเจาะกระดาษ คือดึงเนื้อกระดาษออกมาแผ่นนึง(เอาแผ่นที่คิดว่าตัดเสีย) มาพับครึ่งและเจาะรูค่ะ วัดระยะกับสันเกลียวของจริงด้วยนะ

ของเราเดิมเล่มเปิดซ้ายขวา แต่เราจะเปลี่ยนเป็นเปิดด้านบน เนื่องจากเกลียวสั้น และน่าจะมีพื้นที่ให้วางมือวาดรูปมากกว่าการเปิดซ้ายขวาค่ะ

7.jpg
สำหรับปัญหาเรื่องแซะกระดาษออกจากปกไม่ได้ เราแก้โดยหากระดาษขาวมาปิดซะเลย ของเราเลือกให้กระดาษร้อยปอนด์เพื่อเสริมปกให้แข็งแรงขึ้น แต่กาวก็จะแห้งช้าหน่อย เผื่อเวลาระหว่างเจาะกระดาษน่าจะได้พร้อมกันพอดี(ฮา)

เมื่อได้แบบแล้ว จากนั้นก็เอาแบบที่ได้ไปทาบและเจาะค่ะ ขั้นตอนนี้ถ้าใครใช้ที่เจาะธรรมดาก็จะเหนื่อย(และเจ็บมือหน่อย) ต้องค่อยๆเจาะทีละ 5-10แผ่น (ถ้ากระดาษสมุดเป็นกระดาษกรีนรีดหรือกระดาษหนา) แต่ถ้าใครใช้ที่เจาะแบบหัวปากกาก็จะสบายหน่อย …แน่นอนว่าเราก็ที่เจาะธรรมดาเหมือนกัน กดมันจนมือช้ำเลย

ส่วนของปกก็เหมือนกันค่ะ ใช้แบบวัดก่อนแล้วค่อยตัด แต่อย่าลืมเรื่องหน้าหลังนะ ด้านหน้าของแบบก็เอาไว้วาดแบบที่ปกหน้า ด้านหลังของแบบก็เอาไว้วาดที่แบบปกหลังค่ะ

8.jpg
ตัดปก +เจาะกระดาษ กินเวลาไปชม.ครึ่งได้ มือช้ำเลย

ขั้นตอนการเย็บรวมกัน

ตอนนี้ปกพร้อม กระดาษพร้อม สันเกลียวพร้อม ก็ได้เวลารวมร่างแล้วค่ะ!

9.jpg

อันนี้ถ้าไม่เข้าใจที่เราอธิบาย ลองไปดูสมุดเกลียวของจริงได้นะคะ

ลำดับการใส่ของสมุดสันเกลียว โดยใส่ทับด้านปิดตาย(ด้านที่กว้างๆ)ก่อน

  1. ใส่เนื้อกระดาษ โดยเอาสันเข้าด้านหลังของเนื้อกระดาษก่อน
  2. ใส่ปกหน้า โดยเอาสันเข้าด้านหลังของปกก่อน
  3. ใส่ปกหลัง โดยเอาสันเข้าด้านหน้าของปกก่อน

ผลที่ออกมาคือ สันเกลียวปิดตายจะอยู่ระหว่างหน้าสุดท้ายกับปกหลัง ส่วนสันที่เอาไว้ใส่กระดาษเข้าจะไปจ่ออยู่ที่ปกหลัง พยายามดันๆให้แน่น ไม่งั้นปกหลังจะหลุดนะ

ลองจัดหน้ากระดาษกับลวดไปซักพัก ก็เสร็จแล้วล่ะ!!

10.jpg
เทียบ Before – After เองเน้อ

 

รีวิวงาน DIY ของตัวเอง :

โดยรวมแล้วก็คือว่าโอเคอยู่ค่ะ จากสมุดหนาเย็บสันกาว+แม็ก เปิดลำบาก พอเปลี่ยนหน้าตาใหม่แล้วก็สามารถเปิดกระดาษได้อย่างอิสระ จะติดก็ตรงปกที่เราไปติดร้อยปอนด์เพิ่มจนมันแข็งเหมือนบอร์ดเลย เปิดไม่มันส์เท่าไหร่ แต่ก็แข็งแรงดี รองเขียนได้ไม่มีปัญหา

กระดาษเป็นทรงยาวไซส์ไม่ได้มาตรฐาน(แหงล่ะ ก็เล็มออกตั้ง ซม.นึง) จริงๆสามารถวาดได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยเฉพาะแนวนอนเนี่ย วางมือได้สบายมาก ส่วนแนวตั้งอาจจะวางมือลำบากหน่อยแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเอามือข้างนึงมายึดปกไว้เหมือนเดิมแล้ว


 

และงานDIYของเราก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้

จริงๆช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นมหาลัยปี3 เราได้ลองทำงาน DIY ไว้หลายอันเลยค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายวิธีทำ(ที่ส่วนใหญ่ก็ดู tutorial ใน youtube มา)ไว้เลย ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่ แต่อาจจะรวมrefที่เราหามาให้ได้ดูกันค่ะ

 

006 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(3)

 

โพสนี้เป็นตอนที่3 และตอนสุดท้ายของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

ขอแปะกราฟจากโพสที่แล้วไว้ข้างล่าง เผื่อลืมกัน คราวก่อนสภาพจิตใจอยู่ในระดับ crisis ดำดิ่งไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว ในโพสนี้ก็จะขอไปต่อกันเลยว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อจบ 2 เดือนที่ฝึกงานจะเป็นยังไงบ้าง

01


#7 Recovery (รึเปล่านะ)

หลังจากการไปพูดว่า 1 เดือนได้อะไรบ้าง และการคิดงานไม่ออกตลอด 2สัปดาห์กว่าทำให้เราเครียดจนถึงขีดสุด เราก็ปล่อยตัวเองให้อยู่กับตัวเองไปเรื่อยๆ จนสักพักนึงก็คิดได้ว่า ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา และประสบการณ์ เราต้องใจเย็นกว่านี้และเรียนรู้มากกว่านี้ เอ้า! เลิกเครียดแล้วกลับไปทำงานต่อ

จู่ๆวันนึงพี่CEOก็บอก เอ้า พอแล้ว เปลี่ยนงานดีกว่า ที่ให้ทำมาตลอดจะเหมือนให้ลองกินเหล้า กินมันเข้าไปจนกว่าจะรู้ว่าจุดไหนที่ตัวเองเริ่มเมา

งานใหม่ที่ได้คือ ออกแบบ UI ของหน้าแอปใหม่(แอปอันเดิมที่ทำของแอดมินบนเว็บนั่นแล)

เราในตอนนั้นที่ยังฟื้นๆตัวจากความเครียดก็งง เอ๊า อุตส่าห์ทำใจได้ เปลี่ยนก็เปลี่ยน ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องคิดมากต่อ (แต่ก็แอบมีรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถสร้างงานได้จนต้องเปลี่ยนงาน)(คิดแบบ productive อีกแล้ว 555) และเตรียมที่จะเปิดแอปขึ้นมาเพื่อนั่งดูว่ามีจุดไหนที่ต้องแก้บ้าง

แต่เดี๋ยวก่อน! เราจะไม่เข้าลูปเดิมอีกต่อไปแล้ว!

ก่อนที่เราจะกลับไปสู่วังวนแห่งความเครียด สิ่งที่พี่ให้เราทำก่อนที่จะเริ่มเปิดแอปมานั่งจับผิด คือ ศึกษาก่อนว่า แล้วหน้า UIใหม่ที่ควรจะเป็นคือยังไง

ใช่แล้ว ..เราต้องมานั่งอ่าน iOS Human Interface Guideline ใหม่นั่นเอง

อันนี้ต้องท้าวความกันก่อนว่า ช่วงเดือนแรกที่เราฝึกงานและเรียน guideline ไป ยังเป็นช่วงที่ iOS9 ยังใช้งานอยู่ปกติ จนกระทั่งมีงาน WWDC2016 ที่ประกาศใช้ iOS10 นั่นแหละ guideline ของใหม่ถึงได้ถูกปล่อยออกมา และเราก็ต้องไปนั่งอ่านทำความเข้าใจใหม่ว่า สรุปแล้ว iOS10 เป็นยังไงบ้าง (รวมไปถึงทวน gesture การใช้งานในฐานะ android user ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ apple ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย) เพื่อจะได้ redesign แอปให้เข้ากับ iOS10 ที่จากนี้ผู้ใช้ทั่วไปคงโดนบังคับอัพเดตกันหมด

หลังจากใช้เวลาหลายวันหมดไปกับการอ่าน guideline (ที่ใช้ศัพท์ยากเหลือเกิน) ก็ยัง! ยังไม่ได้ออกแบบใหม่หรอกนะ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เอาหน้าแอปเก่ามา clone ..หรือพูดง่ายๆคือ วาดหน้าจอต่างๆให้เหมือนในแอปจริง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ได้รู้ว่า ทำไมเขาถึงเว้นบรรทัดเท่านี้pixel ทำไมเขาถึงวางicon ตำแหน่งนี้ (ซึ่งพอทำจริงๆก็มีบางจุดที่เห็นแล้วก็ต้องคิดว่า ทำไมคุณทำแบบนี้ เราไม่เข้าใจ แง)

น่าเสียดายที่ยัง clone ไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาฝึกงานแล้ว

อ้อ ช่วงท้ายฝึกงาน ที่บริษัทพาไปเที่ยวทะเลด้วยล่ะ ขอบคุณพี่ๆที่บริษัทมาก เสียดายที่ติดปัญหาแบบผู้หญิงๆ(ฮา) และก่อนจบฝึกงานก็ยังคงสรรหาหนังเกรดบีดู (ชื่ออังกฤษ the 25th reign ชื่อไทย เจาะเวลาถล่มนาซี >> โหดสัสมาก ล่านาซีกันในป่า มีฉากที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอในหนังแนวนี้ด้วย ดูแล้วยังคงรู้สึกเหมือนถูกดูดพลังชีวิตตามสไตล์หนังเกรดบีจริงๆ)


#8 ส่งท้าย

หลังจากฝึกงานหมาดๆ เราได้โพสเรื่องฝึกงาน(และกราฟข้างต้น)ใน Facebook และพี่CEOก็มาคอมเมนต์เป็นภาษาอังกฤษยาวมาก เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์เลยขอก๊อปมาเก็บไว้ค่ะ

“2-months was too short.

First 2 months is always about “learn to unlearn” and “learn to relearn”

That’s one month each. Hence your 2 difference assignments.

You have to unlearn things then relearn things a lot in real life, real work. A lot of things were wrongly or incorrectly taught, a lot of things will become obsoleted.

So, unlearn and relearn are the absolute essential in working.”

ขออนุญาตไม่แปลให้ แต่ก็อปจากโพสของพี่(ที่เกิดขึ้นหลังจากเราโพสสเตตัสของตัวเองไป)มาเลยดีกว่า(ฮา)

ในการทำงานจริง น้องๆ จะต้องเรียนรู้ที่จะ unlearn หลายสิ่งหลายอย่างมากมาย หลายอย่างที่เรียนมา หลายอย่างที่เคยได้ยินมา หลายอย่างที่เคยถูกสอนมาอย่างหนึ่ง แต่พอไปเจอจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง (ส่วนหนึ่งก็เพราะคนสอนหลายคน ก็สอนจากหนังสือ จากสไลด์คนอื่น อยู่กับโลกสมมติของเคสในหนังสือ ไม่เคยเอาไปจับงานจริงมากพอ ไม่มีประสบการณ์มากพอ)

เราจะต้อง unlearn ให้เป็น … นั่นคือ 1 เดือนแรกในการฝึกงาน .. “learn to unlearn”

และสำหรับหลายต่อหลายอย่าง เราก็ต้องเรียนที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง หลายอย่างที่เราอาจจะเคยผ่านมันไปแล้ว ไม่คิดว่าต้องสนใจมันอีกแล้ว แต่เมื่อเราได้เรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง ทำให้เราเห็นว่าเราพลาดอะไรไปขนาดไหน และมันจะเปลี่ยนความคิดและการทำงานของเราไปได้อีกขนาดไหน

หลายอย่างถ้าเราไม่เคยสังเกตให้เป็น ไม่เคยลอง relearn อะไรให้มันลึกขึ้น บางครั้งเราไม่รู้และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเราจะต้อง relearn อะไร และเราอาจจะคิดว่าเรารู้แล้วก็ได้

เราจะต้อง relearn ให้เป็น … และนั่นอีกคือ 1 เดือนในการฝึกงาน “learn to relearn”

ผมไม่อยากได้งานจากพวกน้องๆ ฝึกงาน แต่ผมอยากให้น้องได้ฝึก skill ที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ในความรู้สึกของผม นั่นคือ “unlearn & relearn” (ย้ำนะ: skill … ไม่ใช่เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ professionalism)

ถ้าน้องมีสองอย่างนี้ น้องจะไปทำงานอะไร ทำงานที่ไหน ผมก็ไม่ห่วงแล้ว ไม่ห่วงทั้งน้อง ไม่ห่วงทั้งคนที่น้องทำงานด้วย และไม่ห่วงคนที่จะต้องใช้ผลงานของน้องต่อไป

สุดท้าย ที่สำคัญมากที่สุด และน้องๆ คงได้เห็นตลอด คือ “attention to details” หรือการใส่ใจในรายละเอียด ในการทำงานทุกอย่าง รวมถึงการ unlearn & relearn ด้วย เพราะการ unlearn ไม่ใช่การลืมมันไปเฉยๆ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการ relearn ที่จะต้องใส่ใจมันทุกรายละเอียดที่เราเคยมองข้ามไป

และมันจะสะท้อนในการทำงานจริงครับ … สิ่งที่แยกระหว่าง “มืออาชีพ” และ “มีอาชีพ” คือ “การใส่ใจในรายละเอียด” อย่างมีเหตุมีผลกับทุกอย่างในเชิงลึก


และการฝึกงาน 2 เดือนของเราก็จบแต่เพียงเท่านี้

Short-term goal อาจจะไม่เป็นตามที่คิดไว้(เพราะคิดผิด) แต่สำหรับ Long-term goal เราได้อะไรพอสมควรเลยล่ะ อย่างน้อยก็ได้เก็บข้อมูลของงานสาย UI design ไปได้พอสมควรเลย

ยังมีเชื้อความเป็น productive อยู่หน่อย แต่หายคิดมากแล้ว ตอนเลิกฝึกงานใหม่ๆก็ยังแอบเสียดายนะว่านอกจากงานชิ้นเล็กๆอย่างออกแบบไอคอน เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เป็นประโยชน์เลย (ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ โฟกัสไปที่การพัฒนาตัวเองลูกเดียว ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ)(ฮา)

ตอนนี้เรากลับมาเรียน ปี3 ต่อแล้ว ต่อไปก็จะได้มีฝึกงานอีกรอบ คราวนี้ว่าจะลงเป็นสหกิจเลย ก็รอดูกันต่อไปว่าจะได้ไปฝึกงานที่ไหน และเป็นงานแบบไหน

 

สุดท้ายนี้ ถึงจะไม่ได้บอกปากเปล่า แต่ก็ขอขอบคุณ พี่เดฟ พี่ซ้ง พี่ม้ง พี่สแตมป์ พี่ซิ้งค์ พี่เจ (ทีมงานที่ Codeapp) ที่สอนความรู้และแนวคิดต่างๆให้ รวมถึงพามารู้จักหนังเกรดบี(ค้นพบว่าที่ผ่านมาเคยดูมันแต่หนังเกรดบี และสนใจจะดูหนังเกรดบีตลอดไป555) (ขอบคุณพี่เดฟและพี่มีนเป็นกรณีพิเศษที่พาไปเที่ยวพัทยานะคะ) และขอบคุณเพื่อนๆที่ฝึกงานด้วยกัน พี่นนท์(เพิ่งรู้ว่าปีโตกว่า เรียกเป็นรุ่นเดียวกันมาได้ตั้ง2เดือน แง) พี่ดุ๊ค พี่แพร พี่เปา ฟ้า โนเน ชะมิ้ว ที่ได้มาเจอกัน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายอย่างด้วยกัน เราว่าเราได้เรียนรู้จากเพื่อนฝึกงานด้วยกันโดยที่ไม่รู้ตัวหลายอย่างแน่นอนล่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ!

ขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองออกนอก comfort zone ด้วย ยินดีจะพาตัวเองพ้นๆโซนนี้ตลอดไป รอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก่อน ถถถ

สำหรับในบล๊อคนี้ ถ้าใครได้อ่านก็ยินดีให้นำไปแบ่งปันกันได้ค่ะ เราหวังว่าที่เราเขียนลากยาวมาหลายพาร์ทนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ส่วนโพสถัดไป อาจจะได้รวมงาน DIY ที่เคยทำไว้มาแชร์ให้ดูกัน ติดตามกันได้เน้อ!

 

 

005 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(2)

 

โพสนี้เป็นตอนที่2ของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าก่อนจะได้มาฝึกงานเราได้เจออะไรบ้าง สำหรับในโพสนี้ จะเริ่มพูดถึงเข้าสู่ช่วง1เดือนแรกของการฝึกงานแล้วล่ะ!


ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาส่วนต่อไป เราขอคั่นด้วยกราฟนี้ก่อน

02
Life events and career change : transition psychology in practice by Dai Williams 

กราฟนี้ถ้าแปลจากภาษาอังกฤษคร่าวๆจะแปลว่า “ขั้นตอนและคุณลักษณะต่างๆที่จะเกิดขึ้นในวงจรแห่งการเปลี่ยนแปลง” แต่ถ้าเอาง่ายๆเลย กราฟนี้จะแสดงว่า เมื่อเราเจองานใหม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ หรืออะไรก็ได้ที่มันใหม่ พ้นจาก comfort zone เดิมของตัวเอง เราจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมยังไงบ้าง

จากซ้ายมือของกราฟ ตอนแรกเราก็จะยังตื่นเต้นดีอยู่หรอก(หรือบางกรณีเจอปุ๊บ ก็สตั๊นท์ไปเลยตามเส้นประ) แต่พอเจอไปพักนึงจะเริ่มสับสนในตัว(Inner Contradictions) ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่า เราควรอยู่ที่นี่หรือไม่ เราเหมาะสมกับสิ่งนี้หรือไม่ หรือเริ่มตั้งคำถามเพื่อหนี จากนั้นก็จะรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง มาถึงจุดต่ำสุด หรือ crisis ที่มีหลายทางต่อมาก ตั้งแต่การที่ค่อยๆยอมรับมันและปรับปรุงตัวจนสุดท้ายก็อยู่กับมันได้และมีการพัฒนา(New confidence,transformation) หรือก็ยอมรับแหละแต่ไม่ถึงกับ feel good (Partial recovery) หรือช่างมัน แล้วก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง(ในแง่ของความรู้สึก) หรือกลายเป็นอะไรที่ฝังใจ (Letting’go > Extended crisis) หรืออย่างแย่สุดเลยก็คือ เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว งอแงไปเลย (Quitting)

ที่ต้องพูดถึงกราฟนี้ เนื่องจากเมื่อตอนฝึกงานไปเดือนกว่า เราได้ไปเห็นโพสใน Facebook ซึ่งเราจำไม่ได้แล้วว่าไปเจอที่โพสของใครหรือเพจไหน แต่เราเมื่อ 1 เดือนที่แล้วเห็นแล้วก็รู้สึกว่า “โอ้โห แม่งใช่เลย! เราตอนนี้อยู่ตรง crisis นี่หว่า”(crisis จริงๆนะ เป็นภาวะที่รู้สึกตกต่ำมากกว่าปกติจนพาลคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ว่าไปนั่น 555)

เหตุที่เป็นแบบนั้น ก็ต้องย้อนกลับมาดูกันที่เรื่อง Short-term goal และ Long-term goal ที่เราเคยพูดถึงคราวก่อนเรื่องคนขับรถขึ้นยอดเขาแต่เห็นแค่ทางโค้งนั่นล่ะ

เพราะปกติเราจะเป็นคนที่มองว่า “การที่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันและคุณภาพดี = ประสบความสำเร็จ”(นิยามด้วยตัวเองว่า คิดแบบ Productive) แล้วทีนี้ ตอนก่อนจะมาฝึกงานเนี่ย เราดันไปตั้ง short-term goal ว่า “เอาล่ะ อย่างน้อยเราต้องไปสร้างงานให้ที่ฝึกงานได้สักชิ้นแหละวะ”
(ส่วน long-term goal ของเรา ไม่รู้ว่าใช่ goal ด้วยมั้ย คือการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “นี่เราเป็นใคร” ไม่ใช่ถามชื่อนามสกุลนะ แต่หมายถึงว่า ต่อไปเราจะเป็น Artist หรือ Visual Designer หรือ UI Designer หรืออย่างอื่น(ถ้ามีให้เลือก)กันแน่)

แล้วยังไงหว่า? การตั้ง goal แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น?

ลองดูกราฟเวอร์ชั่นของเราข้างล่างนี้สิ

01
กำลังคิดว่า เฮ้ย! อะไรมันจะตกต่ำปานนั้น ฝึกงานมันแย่มากเลยเหรอ ล่ะสิ!

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว การโดนยิงคำถามรัวๆในวันฝึกงานวันแรกๆ ถือว่าเป็น First Shock ของเราเลยล่ะ เพราะมันทำให้เรากลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่เราฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะเนี่ย” เพราะเดิมไอ้เรามันก็วาดรูปการ์ตูนไปวันๆ งานพวก UI design นี่แค่แตะผิวเผินหรือทำส่งแค่โปรเจกต์

แต่ดีที่ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกไม่ใช่การจมปลักอยู่กับการถามตัวเองว่ามาทำถูกที่มั้ย เพราะเรายังไม่ได้ทำงานค่ะ

หลังจากที่เด็กฝึกงานทุกคนมาครบแล้ว ต้องโดนจับมาละลายพฤติกรรม และปรับพื้นฐานกันซักหน่อย


#4 ปรับทัศนคติ

สิ่งที่พี่ๆให้ทำก่อนจะลุยงานคือ การปรับทัศนคติ

ไม่ใช่อะไรแบบ ลากขึ้นรถตู้หายไปกับความมืดอะไรแบบนั้นนะ(ฮา)

ตัวอย่างการปรับทัศนคติก็เช่นว่า ให้ทุกคนมารวมกัน เปิดตัวอย่างแอป หรือโค้ด แล้วบอกว่าที่เปิดขึ้นมามีตรงไหนที่เป็นข้อดี-ข้อเสีย และควรแก้ไขยังไง งานนี้ถึงจะเป็นการรีวิวหน้าแอป แต่ใช่ว่าคนเป็น designner เท่านั้นที่จะได้ทำ programmer ก็ต้องมาช่วยกันดูด้วย หรือรีวิวโค้ด ใช่ว่า programmer เท่านั้นที่จะถกกันอย่างเดียว designer ก็ต้องช่วยดูด้วยว่ามันมีตรงไหนที่น่าทำให้มันดีขึ้นมั้ย

งานนี้ เพื่อน programmer ก็โดนเปิดโลกทัศน์เรื่องงานออกแบบ ส่วน designer(ที่เป็นเพราะหนีโค้ด) ก็ต้องอยู่กับโค้ดให้ได้

จริงๆช่วงแรกตอนนั้นที่คิดอยู่คือ อยากทำงานที่ได้ค้างไว้(ออกแบบหน้าเว็บให้แอดมินของแอปนึง)ให้มันจบๆไป แต่ก็โอเค ได้เรียนรู้หน่อยก็ดี เนื่องจากว่า ที่บริษัทนี้ทำแอปหรืออะไรก็ตาม base on iOS ในขณะที่เราเป็น android user ช่วงที่รีวิวหน้าแอป(แน่นอนว่า iOS) เราจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากหาจุดที่ไม่โอเค และตอบไม่ได้ว่าต้องแก้ยังไง ดังนั้นจึงต้องโดนจับมาเรียนพวก guideline ก่อน

แน่นอนว่าความรู้เรื่องของฝั่ง Dev เราก็ต้องรู้ด้วย OOP งี้ MVP งี้ สารภาพกันตรงๆค่ะว่าตอนนี้เราลืมไปหมดแล้ว(ขออภัยจริงๆค่ะ TwT) แต่ถ้าได้ยิน ก็รู้แหละว่าคืออะไรและเกี่ยวกับเรื่องไหนบ้าง อย่างน้อยก็พอรู้ว่าตอนนี้ฝั่ง programmer เขาทำอะไรกันอยู่

เหตุที่ต้องให้เด็กฝึกงานทุกสายเรียนรู้แบบ cross-platform ขนาดนี้(ฮา) เพราะถือว่า ทุกคนคือ user ของสิ่งที่ทีมทำค่ะ เช่นถ้าเราออกแบบ UI เพื่อน programmer ก็เป็นuser เพราะพวกเขาจะได้เห็นงานเราก่อน หรือเขียนโค้ดก็เช่นกัน programmer 1 คนเขียนโค้ดฟังก์ชั่นนึงออกมา เพื่อน programmer ด้วยกันก็เป็น user เพราะต้องดึงเอาฟังก์ชั่นที่คนนั้นเขียนไปใช้ หรือ designer ก็ต้องรู้เหมือนกันว่าตอนนี้งานโค้ดไปถึงไหนกันแล้ว คนนั้นก็ต้องเขียนให้ designer รู้เรื่องด้วย

แต่ตอนรีวิวก็ใช่ว่าจะเรื่อยเปื่อยชวนง่วงนะ มีอะไรพีคๆเช่น เกมลงโทษด้วยการกินอาหารญี่ปุ่นที่รสชาติห่วยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิต(ฮา) หรือจับดูหนังเรื่อง Bruno

ซึ่ง…. อ่า เอาเป็นว่าถ้าไม่ชอบอะไรที่เป็นชายรักชาย หรืออะไรที่ฮาร์ดคอร์(ในหลายๆความหมาย)ก็ไม่แนะนำนะ แต่มันดราม่ามากเลยนะ ดราม่าจนติดตา ใครสนใจติดตาไปด้วยกันก็หาดูได้ หรือไม่มั่นใจก็ลองดูรีวิวก่อน เราจะไม่แปะลิ้งค์ให้นะ 555


#5 กลับมา shock ใหม่

หลังจากที่โดนปรับทัศนคติและเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างไปแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงการทำงานจริงซักที(<<เราในตอนนั้นตื่นเต้นเหลือเกิน) เราจะได้ทำงานแล้ว จะได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว!

งานที่เราได้ทำ(ต่อ)คือ ออกแบบหน้าเว็บสำหรับแอดมินของแอปนึง เหมือนเดิม

ด้วยความที่ว่าเดิมเมื่อเราได้งานเราก็จะเริ่มลงมือวาดเลย(ดูแบบบ้าง ลอกบ้าง ก็ว่ากันไป) ครั้งแรกเราก็ลงมือวาดหน้าเว็บมันทั้งหน้าเลย ดูตัวอย่างเว็บแล้วดูว่า เออเว็บนี้มีข้อมูลส่วนนึงที่เป็นข้อมูลที่ดี น่าเอามาใช้ เว็บนั้นก็ดี ออกแบบแหวกแนวดี ก็นำมาใช้

สรุปนำไปนำมา หน้าเว็บก็เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆเต็มไปหมด(เน้นสวย กริดเป๊ะด้วยนะ) ตอนนั้นคิดแต่ว่า แอดมินเปิดมาจะต้องเห็นข้อมูลทุกอย่างในหน้าเดียว

แน่นอนว่าครั้งแรกย่อมถูกแก้ เรายังพูดไม่ทันถึงไหนเลย พี่ก็สอยร่วง(อีกแล้ว)(ฮา) และคราวนี้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า แอดมินจำเป็นจะต้องเห็นทุกอย่างในหน้าเดียวจริงๆน่ะเหรอ? หรือว่า แค่เสนอข้อมูลที่แอดมินต้องการจริงๆกันแน่?

สรุปจากที่เล่ามานี้ก็คือ จริงๆแล้วการออกแบบไม่ใช่การทำให้สวย หรือการดึงข้อดี ดึงทุกอย่างมาอัดๆรวมกันแล้วบอกว่า นี่ไง งานนี้รวมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณเลยนะ! แต่ก่อนจะเริ่มออกแบบอะไร ต้องคิดก่อนว่า คนใช้เป็นใคร เขาเอาไปใช้ทำอะไร และข้อมูลหรือสิ่งที่เขาจะทำมันมีอะไรบ้าง ออกแบบตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วเรื่อง” ความสวย” หรือ “UI ดีๆ” “UI ใช้ง่าย” อะไรพวกนี้มันจะตามมาเอง

เราในตอนนั้นก็ เรียนรู้ มาแบบนี้แหละ แต่ตอน ทำ น่ะ ยังคงมีความ productive เหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้ก็เลยเสนอไม่ผ่านซักที ทั้งเพราะไม่มีประสบการณ์ เพราะมัวแต่ถามตัวเองว่า “นี่เรามาฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะ” และมัวแต่คั้นตัวเองให้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน (คิดแบบ productive)

ตอนนั้นก็ช่วยไปออกแบบ icon ด้วยนะ เหมือนเป็นการหนีงานและเยียวยาจากความรู้สึกที่คิดงานไม่ออก และอยาก productive เหลือเกิน แต่ถึงจะวาด icon ไปสักกี่รูป ยังไงก็ยังรู้สึกแย่ในงานหลักที่ตัวเองได้มาอยู่ดี

แล้วทีนี้ พอมันสะสมมากๆเข้า มันก็มาถึงจุดแตกหัก

ปล. ระหว่างนี้ก็ได้ดูหนังเกรดบีดูดพลังชีวิตอีกเรื่อง(ฮา) ชื่อ Alien vs Avatar ใครที่ชอบดูหนังเกรดบีก็ไปหาดูกันได้นะคะ โปรเจกต์จบนักศึกษาภาพยนตร์ยังโอเคกว่าเล้ย 555


#6 Crisis

หลังจากที่เสนองานไม่ผ่านมาหลายรอบ ยังสร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย(ลืมไปแล้วว่าวาด icon ไปตั้งกี่รูป) ตอนนั้นเริ่มท้อแล้ว จนเวลาผ่านมา 1 เดือน พี่ก็มาบอกว่า ต้องหาใครสักคนไปพูดว่า 1 เดือนฝึกงานได้อะไรบ้าง

จุดประสงค์ของแกคือ อยากได้ programmer 1 คน และ designer 1 คน

เมื่อตอนจะเลือก ตอนนั้นได้ตัวแทน programmer แล้ว เหลือแต่ designer ซึ่งทั้งหมดมี 3 คน คนนึงไม่ว่างวันงาน วันที่เลือกอีกคนไม่มา มีเราคนเดียวเป็น designer ในวันที่เลือกตัวแทนเด็กฝึกงาน

พี่ให้เราโยนเหรียญทายหัวก้อย ด้วยความที่เราโยนไม่เป็น(จริงๆนะ 555) เลยหมุนเหรียญเอา แล้วไอ้เราก็หมุนผิดอีก หมุนไม่ถึงวิ เหรียญหล่นแปะบนโต๊ะออกก้อยประหนึ่งเราจงใจให้มันออกก้อย(แต่ความจริงเปล่าเล้ย)

ตายแล้วววววว! เราจะไปพูดอะไรวะ นี่พูดในที่ฝึกงานยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เป็นคนพูดติดอ่าง ตอนอยู่มหาลัยก็ต้องมีสไลด์ประกอบ ขนาดมียังไม่รู้เรื่องเล้ย แล้วนี่ให้ออกไปพูดแบบนั้นจะรู้เรื่องมั้ย (ตอนนั้นกำลังนึกถึงบรรยากาศวันที่รวมตัวครั้งแรก ที่นั่งเป็นสโลปโค้ง ข้างล่างมีเวทีและคนพูดไปยืนบนนั้น ถ้าได้พูดที่นั่นต้องขาสั่นแน่ๆ)

เรากลัวมาก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี คนอื่นที่ไม่ได้พูดก็ดูลอยตัวเลยนะ(ฮา) แต่วันก่อนไปพูด พี่ก็ให้ทุกคนหยุดงาน แล้วเขียนใส่กระดาษว่า 1 เดือน ได้อะไรบ้าง แล้วช่วยกันสรุปเป็นหัวข้อ แบ่งให้เรากับเพื่อนอีกคนพูด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกดีมาก เราไม่ได้โดดเดี่ยวเลย วันนั้นพี่เสริมให้ฟังว่า ที่เราไปพูดเนี่ย คือเราเป็นตัวแทนของทีม เพื่อนๆที่ไม่ได้พูดก็ต้องช่วยกันด้วย

แต่เมื่อถึงวันจริง มันมีอะไรบางอย่างที่เหมือน trigger ทำให้ความรู้สึกเครียดของเรามาถึงขีดสุด

เมื่อวันจริง บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เวทีที่เราพูดไม่ใช่แบบสโลปแต่อย่างใด เป็นแค่การไปยืนหน้าห้องและมีคนถามตอบ แบบเดียวกับในห้องเรียนมหาลัยนั่นแหละ สคริปต์ที่ช่วยกันรวบรวมก็ไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่

แต่ประโยคที่เราพูดเองเมื่อตอนนั้น คือนิ้วที่ไปลั่นไก ยิงปืนใส่ตัวเองอย่างจังเลย

สิ่งที่เราพูดก็เหมือนที่เตรียมมานั่นแหละ(เหมือนที่พิมพ์ไปแล้วข้างบน) คือเรื่องการคิดถึงuser การออกแบบโดยคิดถึง use case ที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อพูดจบแล้ว กลับไปนั่งที่ เห็นสีหน้าของพี่CEO เราก็รู้สึก down ทันที (คือแกไม่ยิ้มเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นจ้องคอมอยู่ แต่เราที่กำลังโหวงเห็นแล้วก็พาลคิดว่า แกต้องไม่พอใจเราแน่ๆ ไม่พอใจที่เราดีแต่พูด เรายังไม่สามารถทำสิ่งที่พูดได้เลย)

หลังจากพูดจบ ตัวโหวงมาก เพราะในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาแต่ว่า แม่ง ทำไมเราถึงดีแต่พูดวะ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ตามที่พูด

ตอนจะกลับ พี่ที่บริษัทเกือบทักให้กลับกับพี่CEOแล้ว(บ้านใกล้) แต่พอดีวันนั้นนัดแม่ไว้ที่ใกล้ๆกัน จึงกลับเอง

ตอนกลับก็ยังคงคิดซ้ำๆ คิดจนหน้าเหยเกจะร้องไห้จนรถเมล์นั่นแหละ น่าสงสารจริงๆ 555 (ถ้ากลับกับพี่วันนั้นคงได้มีเปิดใจร้องไห้โฮใส่แกแน่ๆ บ้าจริง ทำไมถึงอ่อนแอปานนี้ 555)

แน่นอนเราร้องไห้ ร้องไห้ปล่อยโฮจริงจังเลย แต่แอบไปร้องคนเดียวในห้องนะ

ตอนนั้นคิดมากจนพาลคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่านะ แต่ตอนนี้กลับมานั่งคิดดู มันก็เป็นไปตาม Transition Cycle นั่นแหละ แค่เป็นจุดที่ crisis แล้ว

ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า จะเลือกทางไหนดี จะ quit มั้ย? จะ let it go มั้ย? หรือจะสู้มันต่อไป?


พาร์ทที่สองก็ขอจบไว้ตรงนี้ก่อน

กราฟช่วงท้ายเราพุ่งขึ้นนะ แต่ว่าอะไรที่ทำให้กราฟเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เดี๋ยวไว้เจอกันพาร์ทสุดท้ายค่ะ!

เจอกันโพสถัดไปนะ!