013 | เมื่อไม่มีมือถือไว้เล่น Facebook

มือถือเราพังมาเดือนนึงแล้วค่ะ และเราไม่มีเงินซื้อเครื่องใหม่

 

….แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การมาโพสตัดพ้อเรื่องสภาพคล่องในกระเป๋าสตางค์หรือโพสรีวิวปนด่ามือถือเครื่องเดิมที่พังไปแล้วนะคะ(ฮา) แค่จะมาเล่าว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา การไม่มีสมาร์ทโฟนดีๆที่ไถ news feed คล่องๆเนี่ยมันเป็นยังไง ซึ่งก็จะเล่าตามไลฟ์สไตล์ของเราเนอะ แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้ก็ยินดีมากเลยล่ะ

จริงๆเดือนนี้ว่าจะเขียนเรื่องฝึกงานภาคบังคับ(เราฝึกงานจบแล้วนะ!!) แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว เรื่องนี้เล่ามันส์กว่า แถมก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดตอนฝึกงานนี่แหละค่ะ แค่บังเอิญเกิดยาวจนถึงตอนที่เขียนนี้ด้วย T T


 

ก่อนที่เราจะทำมือถือพัง เราเป็นคนค่อนข้างติดโซเชียล ติดท่องอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย วันๆไม่ค่อยทำงานทำการอะไรเลยค่ะ โดยเฉพาะเจ้า Facebook เนี่ยตัวดีเลย ดังนั้นเราก็พยายามจะหักดิบตัวเอง แต่จะให้ออกห่างจากอินเตอร์เน็ตเลยนี่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้เวลาเราติดต่อกับใครก็อาศัย Facebook Messenger เป็นหลัก เราเลยตัดสินใจใช้ Chrome Extension ในคอมส่วนตัวที่ชื่อว่า Kill News Feed (ส่วนสาย Firefox เชิญทางนี้ได้เลย) ส่วนเรื่องแชท เนื่องจากเขาทำเว็บแยกสำหรับแชทอย่างเดียวมาให้ ก็ไปใช้ทางนั้นซะ ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วแชทจะสงบสุขไม่ค่อยมีผู้บ่าวคนใดทักมาเลยก็ตาม(ฮา)

Screen Shot 2560-08-02 at 1.52.36 PM
ขออนุญาตปิดข้อมูลทั้งหมดยกเว้นเพจตัวเอง ดูความไม่อัพเดตนั่นสิ….

เมื่อใช้แล้วจะเป็นอย่างที่เห็น คือมันจะล็อคเฉพาะ News Feed บนหน้าหลักค่ะ ฟีดของตัวเอง เพจ กลุ่ม เพื่อน ฯลฯ ยังเข้าได้ปกติ ยังมีแจ้งเตือน กล่องแชท กล่องคอมเมนต์ตอบกลับเหมือนเดิม แต่แค่นี้ก็ได้ผลมากๆแล้ว เพราะเราหนีFacebook ไปเล่นเว็บอื่นแทน(ฮา) 

เราใช้มาปีกว่าแล้ว รู้สึกว่าเล่นน้อยลงมาจริงๆนะ (แต่ก่อนเราเล่น Facebook เหมือนเล่น Twitter ) อย่างน้อยที่สุดก็จะเปิดมาเมื่ออยากโพสหรือแชร์อะไรจากเว็บข้างนอก

และเมื่อบนเว็บเล่นหักดิบซะแบบนี้ หนทางเดียวที่เราจะได้เล่นFacebook แบบรู้ข่าวสารบ้านเมืองหรือดราม่ากับเขาบ้าง ก็เหลือแต่บนมือถือ หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น (เช่นเวลากลับไปเล่นคอมที่บ้าน) เลยกลายเป็นว่า บนฟีดส่วนตัวของเราจะมีลักษณะเป็นโพสที่แชร์เยอะๆๆติดกันภายในไม่กี่นาที จากนั้นก็จะหายไปไม่ต่ำกว่า 3-5ชั่วโมง (นานสุดที่เคยทำก็เกิน 1 วันนะ) จากนั้นถึงค่อยเจอโพสใหม่ ความถี่ในการโพสของเราจะน้อยลงตามพฤติกรรมการเล่นมือถือของเรานั่นเอง

แล้วข้อเสียของมันมีมั้ย มีแน่นอนค่ะ ถ้ามีนิสัยตามข่าวจากบน Facebook ไม่ค่อยดูข่าวหรือเข้าเว็บอื่นเองแบบเรา ก็จะพลาดทุกอย่าง ตามโลกไม่ค่อยทัน แน่นอนว่ารวมไปถึงโพสดีๆจากเพจดีๆ หรือคนที่เราfollow เพจความรู้ ฯลฯ หรือในกรณีเราที่เป็นนักศึกษาอยู่ ก็จะพลาดโพสข่าวสารหรือแจ้งเตือนจากทางมหาลัย หรือพี่บุคลากร เว้นซะว่าเพื่อนจะแชร์ลงกลุ่มจนมีแจ้งเตือน

แต่ของพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เรื่องข่าวเราอาศัย Twitter เอา (ซึ่งน่าแปลกที่เราไม่ค่อยติด Twitter เท่านะ เหมือนเปิดไปเพื่อทวีตๆๆๆ แล้วจากไป เป็น user ที่ดูตรงกับคอนเซปต์เว็บเขายังไงก็ไม่รู้)(ฮา) ส่วนเรื่องธุระอะไรมีแชทมีมือถือก็คุยกันได้

 

…จนกระทั่งมือถือพังเนี่ยแหละ

 

เราเคยนั่งนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ยุคสมัยนี้ถ้าคนขาดมือถือไปสักเครื่องมันจะตายมั้ย

เออ ไม่ตายหรอก แต่ลำบากเหลือเกิน โอ้ย ช่วยด้วยยยย

อาการพังของมือถือเราคือ เปิดเครื่องแล้วค้างที่โลโก้ นั่นหมายถึงเรายังเข้าถึงข้อมูลที่เก็บไว้โดยการต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ แต่เราจะใช้ App บนนั้นไม่ได้เลย แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึง Facebook ตัวเดียว ยังรวมไปถึงพวกที่ต้องใช้งานในฐานะ App มือถือเท่านั้นด้วย เช่นพวก Line Instagram กล้องถ่ายรูป และส่วนตัวของเราจะมีแอปบันทึกรายรับรายจ่ายเพิ่มมาอีก และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเพลงก็ไม่ได้ โทรหาใครก็ไม่ได้ คนอื่นโทรมาก็รับสายไม่ได้เลย T T

(ประเด็นฟังเพลงนี่สำคัญมาก เราฟังเพลงเหมือนคนติดยาเลย ขึ้นรถลงเรือยืนรอรถเมล์ฯลฯ เราต้องฟังตลอด ยุคนี้ก็ไม่ได้พกพวกเครื่องเล่น mp3 แล้วด้วย ว่าแล้วก็คิดถึงสมัยก่อน T T)

และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้เมื่อมือถือพังค่ะ (หมายเห็ด : เราใช้เครื่อง Android ล่ะ)

  1. โทรเข้าโทรออกไม่ได้(แน่นอน)(ฮา) – ครั้งนึงเราต้องเดินทางจากที่ฝึกงานกลับบ้าน แต่ไปแวะทำฟันก่อนโดยมีการนัดเวลากับคนที่บ้านไว้ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วยังไม่เจอกัน จะโทรหาก็ไม่ได้ จะรอก็ไม่รู้ถึงเมื่อไหร่ โชคดีที่ตอนนั้นแบกคอมมาด้วย เลยต้องงัดมาต่อwifiที่ร้านแล้วโทรหากันผ่าน Facebook Messenger นี่แหละ
  2. เล่น Line ไม่ได้ – การเล่น Line บนPC นอกจากล็อคอินปกติบางทีต้องมีกรอกรหัสยืนยันตัวตนที่จะเด้งบนมือถือ แต่มือถือเราพังนี่หว่า เรื่องนี้อาจดูไม่สำคัญนะ แต่เอาจริงๆแล้วคนบ้านเรา(หรือคนรอบตัวเรา)ใช้ Line แทบจะเป็นหลักเลยทั้งเรื่องแชทและโทร เราที่ใช้ Facebook Messenger เป็นหลักนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยอยู่ อันนี้รวมไปถึงพวกการล็อคอินหรือยืนยันอะไรก็ตามที่มีการส่งรหัสทาง SMS ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ Macbook ที่ผูกกับ iPhone จะรอดมั้ย
  3. เล่น Instagram ไม่ได้ – ก็ในเว็บมันอ่านกับไลค์ได้อย่างเดียว โพสได้แค่ในมือถือนี่หว่า เราเป็นสายโพสอวดผลงานอ้ะ
  4. ถ่ายรูปไม่ได้ – อันนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาจริงจัง เราไม่ใช่พวกชอบเซลฟี่ตัวเอง ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน แต่ก็จะได้ใช้บ่อย เช่น ถ่ายรูปหลักฐานโอนเงิน ถ่ายรูปหนังสือ ของที่อยากได้ ป้ายราคาเก็บไว้ ถ่ายรูปวาดตัวเองลงคอม(แทนเครื่องแสกน) และเมื่อมือถือพัง เราแทบจะทำงานอะไรไม่ได้เลย โชคดีที่โน๊ตบุ๊คมีกล้องหน้า หรือวิ่งไปใช้บริการแสกนในมหาลัยได้ในตอนที่อยู่หอ
  5. เล่นเกมไม่ได้ – ฟังดูอนาจแต่เป็นเรื่องจริง เราติดเกมไอ้ประเภทที่มันต้องล็อคอินทุกวันน่ะค่ะ 555 ถามว่าเล่นในคอมได้มั้ย ก็ได้นะ มีโปรแกรมEmulator ช่วยเยอะแยะ Bluestack อะไรงี้ก็โหลดมาใช้ แค่เพราะเป็นเกมมือถือที่ปกติวิธีการเล่นจะใช้นิ้วสัมผัส การเล่นบนคอมจึงต่างกันมาก เป็นต้นเราติด Yume100 วิธีการเล่นคือต้องใช้นิ้วกดแล้วลากไปตามลูกบอลสีเพื่อทำลายและเก็บแต้มโจมตี แต่ในคอม เม้าส์ปกติไม่สามารถกดแล้วลากได้แบบในมือถือ หรือได้ก็ช้ามากเพราะการวางมือต่างกัน จำได้ว่าแรกๆเราถึงขั้นต้องใช้เม้าส์ปากกาช่วยเลย แต่หลังๆไม่ไหวเพราะโปรแกรม Emulator พวกนี้จะค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่องค่ะ เลยยอมตัดใจพักเรื่องอีเวนท์ไป ล็อคอินเก็บไอเท็มก็พอ
  6. ใช้แอปอื่นๆไม่ได้ – เช่น Slack ที่เป็นแอปสำหรับแชทในที่ทำงาน พอดีช่วงนั้นเราฝึกงานอยู่ เมื่อไม่มีมือถือก็พลาดการแจ้งเตือนจากที่ฝึกงาน หรือจะโทรก็ไม่ได้ ตามเหตุผลข้างต้น

กลับมาที่ประเด็น Facebook ต่อ เดิมเราก็โพสเฉพาะตอนเล่นมือถืออย่างเดียวแล้ว นี่มือถือก็มาพังอีก กลายเป็นว่าช่วงแรกๆที่มือถือเราพังเราจะได้เล่น Facebook เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ คำว่าเล่นของเรานี้หมายถึงการได้เห็น news feed หรือการนั่งไถไทม์ไลน์ไปเรื่อยนะคะ ไม่นับการที่เราเจอเว็บอื่นที่ถูกใจแล้วกดแชร์ลง Facebook หรือนึกอยากโพสอะไรก็โพส(ฮา)

แล้วทำไมไม่เอา Kill News Feed ออกล่ะ? …ก็อย่างที่บอกว่าขนาดเลิกเล่น Facebook ได้ก็ยังไปสิงที่อื่นต่อ ถ้าเปิดก็คงอาการหนักกว่าเดิมแหงๆค่ะ 5555

สรุปคือช่วงนั้นนอกจากจะใช้ชีวิตปกติลำบากแล้ว ยังกลายเป็นพวกไม่ทันโลกไปกันใหญ่ เพราะเอาเข้าจริง”โลก”ใน Facebook กับเว็บโซเชียลอื่นๆนี่ยังไงก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียนะ ข้อดีก็มีเหมือนกัน

ช่วงที่ไม่มีมือถือนี้เป็นช่วงที่สงบสุขมากค่ะ ไม่มีเสียงแจ้งเตือนตอนที่นั่งทำงานเครียดๆ(แต่มี pop-upเด้งบนคอม) ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงโทรเข้า(เพราะเขาโทรหาไม่ได้) ใช้ชีวิตมีความสุขมาก ของเราขาดอย่างเดียว ถ้ายังเก็บเครื่องเล่น mp3 ไว้จะยิ่งมีความสุขกว่านี้

ปกติเราจะเล่นมือถือจริงจังช่วงตื่นนอน ช่วงเดินทาง และก่อนนอนค่ะ พอมือถือพัง ตอนเช้าก็ไม่มีอะไรเล่นแล้ว รู้สึกช่วงเช้าจะว่างขึ้นมาหน่อยนึง ส่วนช่วงเดินทางก็ได้โอกาสเอาหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่านไปอ่านบนรถหรือตอนยืนรอรถนั่นแหละ 2สัปดาห์ที่เราไม่แตะมือถือ เราอ่านหนังสือจบไป 5 เล่มแน่ะ ทั้งๆที่อ่านเฉพาะตอนเดินทางหรือรอรถนะ รู้สึกเหมือนได้พักสายตาในระดับนึงด้วย เพราะปกติตาเราจะสลับอยู่ระหว่างจอคอมกับจอมือถือ แต่หลังๆสลับกับกระดาษแทน

 

โดยรวมแล้วเป็นช่วงที่ลำบากแต่ก็เหมือนได้พักผ่อนค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราพอใจจะไม่ใช้มือถือตลอดไปนะ อย่างน้อยก็ขอโทรเข้าออกกับมีกล้องชัดๆบ้างเถอะ นี่ขนาดไม่ค่อยใช้มือถือเป็นการเป็นงานมากนะ ถ้าคนวัยทำงานที่ฝากทุกอย่างไว้กับมือถือน่าจะลำบากน่าดูเลย


 

ณ ตอนที่เขียนโพสนี้ เราก็ยังไม่มีมือถือใหม่ค่ะ(ฮา) แต่ใช้มือถือสำรองแทน เป็นมือถือฟรีที่ได้จากการซื้อเบอร์ของคนที่บ้าน สเปคอ่อนแอและช้ามาก ใช้ได้แค่ Line Facebook Messenger ส่วนอย่างอื่นยังอาศัยบนเว็บอยู่ กล้องก็ไม่ชัด แต่อย่างน้อยที่สุดเลยก็ยังพอโทรเข้าออก รับSMS และใส่SD Card ไว้ฟังเพลงได้(ฟังเพลงได้ก็ดีใจแล้ว) และด้วยความที่สเปคเครื่องมันอ่อนแอนี่แหละ เปิด Facebook เฉยๆยังค้างเลย สรุปก็คือช่วงนี้ถ้าไม่นับคอมที่บ้านก็ยังเล่น Facebook ไม่ได้อยู่ดี

 

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเราจะได้เล่น Facebook ไวๆ

แต่หลังๆมานี้ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เล่น เหมือนจะเริ่มชินกับนิสัย “ไม่ค่อยเล่น Facebook” ซะแล้วสิ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ และเจอกันโพสหน้าค่ะ! เมื่อไหร่จะได้ทุบไหรีวิวอนิเมซะทีนะ 5555

 

ปล. ว่าแล้วก็เปิดเฟซบุ๊ค ก๊อปลิ้งค์นี้ แล้วเอาไปโพสดีกว่า

Advertisements

007 | DIY – ทำสมุดเปิดยากให้เปิดง่ายขึ้น

งาน DIYนี้จริงๆเป็นงานที่ง่ายมาก ใครๆก็ทำได้

แต่ก็ตัดสินใจบอกเล่าเป็นประสบการณ์เผื่อใครเจอปัญหาคล้ายๆเราค่ะ

(หมายเหตุ รูปภาพค่อนข้างเยอะหน่อย กินเน็ตนิดนึงนะคะ 555)


เมื่อตอนม.6 เราได้ของขวัญจากคุณครูท่านหนึ่ง เป็นสมุดเล่มหนาไม่มีเส้น นอกจากจะจดแล้วก็ยังใช้วาดรูปได้ด้วย

1.jpg

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่ความหนาของสมุดนี่แหละค่ะ เนื่องจากสมุดเล่มนี้เย็บแบบสันกาว(ซึ่งเมื่อรื้อปกดูถึงได้เห็นรอยแม็กอีกที) ทำให้เวลาเปิด หน้าแรกก็วางขนานกับพื้นดีอยู่หรอก แต่หน้าต่อไปนี่สิ งอจนวางมือเขียนลำบากพอสมควรเลย

2.jpg
เราเป็นพวกชอบวางมือตรงๆขนานกับโต๊ะค่ะ อย่างรูปขวามือนี่เราจะเริ่มลำบากแล้ว ส่วนทางซ้ายก็…ลองประเดิมหน้าแรกดู ด้วยความที่เล่มมันหนาเลยวางมือไม่ถนัดอีก สรุปไม่ถนัดไปซะหมด 555

เรื่องการแก้ปัญหาสมุดหนาจนวางมือวาดหน้าแรกๆไม่ค่อยถนัด อันนี้สุดวิสัยจริงๆ ถ้าจะแก้ก็คงต้องแยกเป็นหลายๆเล่มแทน แต่ยังไงสิ่งที่เราจะแก้ไขคือการทำให้มันเปิดง่ายขึ้น ยังไงก็ต้องแยกชิ้นส่วนเล่มอยู่แล้ว สำหรับคนอื่น ถ้าจะแยกเล่มหรือเอากระดาษไปใช้อย่างอื่น อันนี้ฟรีสไตล์เลยค่ะ แต่ของเราจะขอเก็บรวมกันไว้เพราะเห็นแก่ปก ปกสวยดีค่ะ เราชอบ(ฮา)

เราจะเปลี่ยนจากสมุดแบบสันกาว(ปลอม)ไปเป็นสมุดแบบสันเกลียวแทนค่ะ

สำหรับอุปกรณ์ก็ตามภาพเลย

3.jpg
หรือใครห้าวพอ จะเอาลวดมาม้วนเองก็ได้นะ!

สำหรับวิธีการทำแบบสรุปสั้นที่สุด เราจะทำตามนี้ค่ะ

  1. ถอดปกออก ตัดส่วนหน้าปกกับหลังปกเก็บไว้
  2. ตัดกระดาษที่เย็บแม็กอยู่ออก
  3. เจาะรูกระดาษ และ ปกหน้า-หลัง
  4. เย็บรวมกัน

วิธีการมีแค่นี้แหละ จริงๆนะ ถ้าเตรียมใจจะชำแหละสมุดเล่มเดิมได้แล้ว ก็(มาดูเรา)ลงมือกันเลย


ขั้นตอนการถอดปก

4.jpg

เห็นมั้ยล่ะ นี่มันสันกาวปลอมชัดๆ! มิน่าล่ะถึงแหกหนังสือได้ไม่เต็มที่ ที่สำคัญสนิมกินไปทั้งเล่มเล้ย T T

เสียกระดาษหน้าแรกที่วาดรูปไป  1 แผ่นค่ะ แต่ไม่เป็นไร รูปนั้นแค่วาดเล่นเฉยๆ (ของจริงอยู่นี่)

สำหรับปกที่ตัดออกไป เราจะตัดส่วนที่เป็นสันทิ้งไปค่ะ เก็บตัวหน้าปกกับหลังปกไว้ใช้หลังรวมเล่ม


ขั้นตอนการตัดกระดาษ

ตอนแรกก็ว่าจะแงะเอาแม็กออกค่ะ แต่แม็กที่ใช้เป็นแม็กใหญ่ ประกอบกับสนิมกินไปเรียบร้อยแล้ว จะให้ฝืนดึงไปกระดาษดีๆคงได้ยับหมด เราเลยตัดสินใจยอมสละความกว้างของกระดาษประมาณ 1 ซม. เพื่อตัดส่วนที่ถูกแม็กออกไป

สำหรับคนที่มีเครื่องตัดกระดาษ(แบบที่ดึงมีดเข้าออกตัวตามรางนะ ไม่ใช่แบบมีดตัดยกขึ้นลง) ขั้นตอนนี้น่าจะสบายหน่อยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าสมุดหนามากๆเครื่องตัดจะหนีบอยู่มั้ย อันนี้เราไม่เคยใช้จริงๆค่ะ ของเราก็กรีดคัตเตอร์วนไป 555

5.jpg

หลังจากตัดอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ก็แยกชิ้นส่วนเรียบร้อย เตรียมไปขั้นตอนต่อไปได้เลยค่ะ6.jpg


ขั้นตอนการเจาะเนื้อกระดาษ 

ก่อนที่เราจะเจาะเนื้อกระดาษ เราต้องทำแบบสำหรับทาบเจาะก่อนค่ะ แน่นอนว่าเราคงไม่มานั่งวาดจุดแล้วเจาะทีละอันใช่มั้ยล่ะ!

วิธีการทำแบบเจาะกระดาษ คือดึงเนื้อกระดาษออกมาแผ่นนึง(เอาแผ่นที่คิดว่าตัดเสีย) มาพับครึ่งและเจาะรูค่ะ วัดระยะกับสันเกลียวของจริงด้วยนะ

ของเราเดิมเล่มเปิดซ้ายขวา แต่เราจะเปลี่ยนเป็นเปิดด้านบน เนื่องจากเกลียวสั้น และน่าจะมีพื้นที่ให้วางมือวาดรูปมากกว่าการเปิดซ้ายขวาค่ะ

7.jpg
สำหรับปัญหาเรื่องแซะกระดาษออกจากปกไม่ได้ เราแก้โดยหากระดาษขาวมาปิดซะเลย ของเราเลือกให้กระดาษร้อยปอนด์เพื่อเสริมปกให้แข็งแรงขึ้น แต่กาวก็จะแห้งช้าหน่อย เผื่อเวลาระหว่างเจาะกระดาษน่าจะได้พร้อมกันพอดี(ฮา)

เมื่อได้แบบแล้ว จากนั้นก็เอาแบบที่ได้ไปทาบและเจาะค่ะ ขั้นตอนนี้ถ้าใครใช้ที่เจาะธรรมดาก็จะเหนื่อย(และเจ็บมือหน่อย) ต้องค่อยๆเจาะทีละ 5-10แผ่น (ถ้ากระดาษสมุดเป็นกระดาษกรีนรีดหรือกระดาษหนา) แต่ถ้าใครใช้ที่เจาะแบบหัวปากกาก็จะสบายหน่อย …แน่นอนว่าเราก็ที่เจาะธรรมดาเหมือนกัน กดมันจนมือช้ำเลย

ส่วนของปกก็เหมือนกันค่ะ ใช้แบบวัดก่อนแล้วค่อยตัด แต่อย่าลืมเรื่องหน้าหลังนะ ด้านหน้าของแบบก็เอาไว้วาดแบบที่ปกหน้า ด้านหลังของแบบก็เอาไว้วาดที่แบบปกหลังค่ะ

8.jpg
ตัดปก +เจาะกระดาษ กินเวลาไปชม.ครึ่งได้ มือช้ำเลย

ขั้นตอนการเย็บรวมกัน

ตอนนี้ปกพร้อม กระดาษพร้อม สันเกลียวพร้อม ก็ได้เวลารวมร่างแล้วค่ะ!

9.jpg

อันนี้ถ้าไม่เข้าใจที่เราอธิบาย ลองไปดูสมุดเกลียวของจริงได้นะคะ

ลำดับการใส่ของสมุดสันเกลียว โดยใส่ทับด้านปิดตาย(ด้านที่กว้างๆ)ก่อน

  1. ใส่เนื้อกระดาษ โดยเอาสันเข้าด้านหลังของเนื้อกระดาษก่อน
  2. ใส่ปกหน้า โดยเอาสันเข้าด้านหลังของปกก่อน
  3. ใส่ปกหลัง โดยเอาสันเข้าด้านหน้าของปกก่อน

ผลที่ออกมาคือ สันเกลียวปิดตายจะอยู่ระหว่างหน้าสุดท้ายกับปกหลัง ส่วนสันที่เอาไว้ใส่กระดาษเข้าจะไปจ่ออยู่ที่ปกหลัง พยายามดันๆให้แน่น ไม่งั้นปกหลังจะหลุดนะ

ลองจัดหน้ากระดาษกับลวดไปซักพัก ก็เสร็จแล้วล่ะ!!

10.jpg
เทียบ Before – After เองเน้อ

 

รีวิวงาน DIY ของตัวเอง :

โดยรวมแล้วก็คือว่าโอเคอยู่ค่ะ จากสมุดหนาเย็บสันกาว+แม็ก เปิดลำบาก พอเปลี่ยนหน้าตาใหม่แล้วก็สามารถเปิดกระดาษได้อย่างอิสระ จะติดก็ตรงปกที่เราไปติดร้อยปอนด์เพิ่มจนมันแข็งเหมือนบอร์ดเลย เปิดไม่มันส์เท่าไหร่ แต่ก็แข็งแรงดี รองเขียนได้ไม่มีปัญหา

กระดาษเป็นทรงยาวไซส์ไม่ได้มาตรฐาน(แหงล่ะ ก็เล็มออกตั้ง ซม.นึง) จริงๆสามารถวาดได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยเฉพาะแนวนอนเนี่ย วางมือได้สบายมาก ส่วนแนวตั้งอาจจะวางมือลำบากหน่อยแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเอามือข้างนึงมายึดปกไว้เหมือนเดิมแล้ว


 

และงานDIYของเราก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้

จริงๆช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นมหาลัยปี3 เราได้ลองทำงาน DIY ไว้หลายอันเลยค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายวิธีทำ(ที่ส่วนใหญ่ก็ดู tutorial ใน youtube มา)ไว้เลย ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่ แต่อาจจะรวมrefที่เราหามาให้ได้ดูกันค่ะ

 

001 | กลับมาเขียนบล๊อคอีกรอบ!

 

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เรามีไฟในการเขียนบล๊อคคือช่วงปี 2013-2014 เขียนบล๊อคใน exteen ซึ่งก็ผ่านเลยมาหลายปีแล้ว

คงไม่ระลึกความหลังยาวหรือบ่นเรื่องการซาไปของบล๊อคนักวาดหลายๆท่านบน exteen นะคะ เพราะยังไงปัจจุบันก็มีเว็บโซเชียลรองรับให้เราๆท่านๆได้ไปตามกันหลายช่องทางอยู่แล้ว ก็อย่างว่าแหละยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว 555

ส่วนตัวของเราเองก็ตรงกับช่วงที่เข้ามหาลัยพอดี เริ่มเลิกอัพเดตบล๊อคจริงจังไปตอนช่วงม.5-6 และก็ไม่ซาเหมือนกัน ยังคงไปสิงตามเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ (ใครที่ติดตามเราจะรู้เลยล่ะว่าเราค่อนข้างติดโซเชียลขนาดไหน 555) ปล่อยให้ “การเขียนบล๊อค” เป็นความทรงจำที่ดีในสมัยเด็กต่อไป

แต่พอนึกย้อนแล้วก็คิดถึงดีนะ ตอนนั้นมีเพื่อนออนไลน์จากบล๊อคเยอะแยะเลย หลายช่วงวัยมาก มีกิจกรรมทำด้วยกัน ตามกันไป follow ต่อในทวิตเตอร์ จนกระทั่งผ่านมาหลายปีบางคนก็หายหน้าหายตาไปเพราะหน้าที่การงาน บางคนโตขึ้น เปลี่ยนความสนใจ หรือเลิกเล่นโซเชียล(น่าจะมี)มั้งนะ

แต่ช่วงที่ไม่ได้เขียนเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้ข้องแวะอะไรกับบล๊อคนะ ทุกวันนี้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวก็ชอบพิมพ์อะไรยาวๆ(อ้างว่าเป็นรีวิวเสมอ)(ฮา) หรือก็ยังตามไปอ่านบล๊อคทั้งในเว็บส่วนตัวหรือ wordpress หรือเว็บน้องใหม่อย่าง storylog (ชอบเว็บนี้มากเลยค่ะ แต่คอนเทนต์มีแต่ของผู้ใหญ่ ไม่กล้าลงไปเขียนบ้างเลย 5555 )

ทุกครั้งที่อ่านก็จะคิดว่า “เอ้อ เมื่อไหร่เราจะได้กลับไปเขียนบล๊อคนะ” เพราะเอาเข้าจริง เราต้องการพื้นที่กว้างๆไว้ให้เขียนเพ้อพกยาวๆ ไม่ใช่โพสในเฟสบุคยาวๆหรือฟลัดทวิตเตอร์ถี่ๆให้คนอื่นรำคาญ (ดูตัวอย่างก็ได้ ขนาดเพ้อเรื่องบล๊อคก็ปาไปหลายบรรทัดแล้ว)(ฮา)

 

ทีนี้ไม่รู้ด้วยความคิดอะไร เลยตัดสินใจเปิดบล๊อคนี้ขึ้นมาเขียนนี่ล่ะ

แล้วก็นั่งถามตัวเองว่า เอ๊ะเดี๋ยวนี้เวลาเขียนบล๊อคเขาต้องเขียนอะไรนะ?

 

บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่าเพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที

cr. wikipedia

ว่าไปนั่น ไปนั่งหาความหมายบล๊อคเขาจะบอกวิธีเขียนบล๊อคมั้ยล่ะ!

 

 

จริงๆแล้วบล๊อคโพสนี้เกิดขึ้นได้เพราะการหนีความจริงจากงานคอมมิชชั่น งานราษฎร์งานหลวงในมหาลัย  เพื่อจะมาบ่นว่าเราอยากเขียนบล๊อคจังเลย

จากนั้นก็เปิดเว็บนี้ขึ้นมา เขียนทุกสิ่งที่อยู่ในหัวที่อยากให้คนอื่นรู้ ก่อนกด publish

อ๊ะ ก็ได้คำตอบแล้วนี่นา แบบนี้นี่แหละคือการเขียนบล๊อค อาจจะไม่ใช่ของทุกคน แต่เป็นแบบของเราเอง 55555

 

 

เราว่าเราอาจจะกลับมาเขียนบล๊อคบ้างแล้วค่ะ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี เวลาเขียนบล๊อคเหมือนได้ทบทวนกับตัวเองว่า นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย คิดอะไรเยอะแยะ มีสติบ้างนะ! ต่างจากในเฟสบุ๊คหรือทวิตที่คิดอะไรมีอารมณ์อะไรก็ใส่ๆไป จากนั้นก็ดราม่าแหลกลาน

ตอนแรกว่าจะมาเขียนเกี่ยวกับ “สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต” เช่นพวกการโยงบล๊อคเข้ากับเว็บส่วนตัว หรือ “เป้าหมายในชีวิตของปีนี้ที่คิดไว้และอยากทำให้สำเร็จมากๆเลย” แต่ขอไว้เป็นโพสต์ต่อไปดีกว่า

….

“จะว่าไปแล้ว เขียนแบบนี้ไปคนอื่นจะอ่านเข้าใจมั้ยเนี่ย”

เผลอคิดแบบนี้ตอนกด publish ล่ะ