010 | เรียนจบปีสามแล้วค่ะ!

ไม่ได้เขียนบล๊อคนานเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็จบปี 3 แล้ว

ลองกลับไปอ่านของเมื่อตอนปี2 แล้วเทียบกับตัวเองตอนนี้ คิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ

แน่นอนว่าวันนี้ (30/05/16) ก็ถือเป็นฤกษ์ดี(?) เช่นเคยค่ะ เพราะเคลียร์ทั้งเรื่องโปรเจกต์ เรื่องสอบ เรื่องเอกสารเพิ่มเติมอีกหลายๆอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญก็เป็นวันสุดท้ายของปี3 จริงๆ เพราะวันต่อไปก็จะเข้าสู่ช่วงฝึกงานซัมเมอร์อย่างเป็นทางการแล้วล่ะ

ปีสามนี้เป็นปีที่เกิดเรื่องขึ้นเยอะมาก ทั้งที่ดี ไม่ดี ที่ตัวเราทำเองหรือประสบกับตัว แต่ธีมของปีนี้คงจะเป็น “ปีแห่งอารมณ์” เพราะเป็นปีที่ได้สัมผัสอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย ต่างจากปีที่ผ่านมาเยอะเลยค่ะ

เพราะโพสนี้เขียนด้วยอารมณ์ อาจจะยาวกว่าเมื่อของปีก่อนมากๆ แต่ก็ขอเขียนไว้เพื่อแชร์ประสบการณ์นะคะ


ปี3 เทอม 1 

[1] ปี 3 เป็นปีที่จะไม่ค่อยได้เรียนวิชาบังคับส่วนกลาง(GEN) ของมหาลัยแล้ว แต่ก็เหลือตัวนึงอยู่ ซึ่งหลังจากเรียนวิชานี้ไปแล้วก็พบว่าเราชอบมากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งอินมาจากเมื่อตอนฝึกงานหรือยังไงก็ไม่รู้ 555

ชื่อของวิชานี้คือ Modern Management and Leadership เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการโครงการ ในคลาสหลังจากเรียนไปประมาณ 2-3 week จะมีแยก sec ใหม่ตามหัวข้อที่นศ.สนใจ sec ที่เราเลือกไปคือ Entreprenour หรือถ้าให้ตั้งชื่อเล่นก็คือ มินิสตาร์ทอัพ นั่นเอง! (มีการคิดไอเดีย วางแผนการตลาด เอามาขึ้นเวที pitch ขายของ ประมาณนี้)

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่ทำงานกับเพื่อนต่างภาคแบบคนเดียว คนเดียวเน้นๆไม่มีเพื่อนจากภาคเดียวกันมาแจมเลย ในขณะที่ในกลุ่มจะมีพี่ปี 4 กับเพื่อนวิศวะค่ะ แปลกดีนะ ตอนแรกดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เลย แต่พอทำงานกันไปแล้ว เออสนุกดีนะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำงาน(ในวิชาเรียน)กับเพื่อนชั้นปีเดียวกันหรือกับรุ่นพี่

ปล. มีปัญหานิดหน่อยตอนที่เผยแพร่งานแล้วเข้าใจผิดว่าตัวเองโดนด่าเลยรีบๆลบแล้วไปนั่งจิตตก บ้ามากตอนนั้น ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไปนั่งเขย่าตัวบอก หนูลูกกกก หนูต้องใจเย็นนะ 5555

ส่วนนี่คือวีดีโอตัวงานที่เอาไป เปิดก่อนเริ่ม pitch ล่ะ! (โลโก้นี่มาจากฉันทามติของเพื่อนๆแล้ว)(ฮา)

[2] มี GEN อีกตัวที่ลงไปเพื่อเก็บวิชาบังคับ ตัวนี้ได้ชื่อว่า GEN มารยาท …ก็ ความรู้สึกก็คือ เหมือนได้กลับไปเรียนมัธยมใหม่ อ.อย่างเฮี้ยวเลย 555

จริงๆจุดประสงค์ที่เลือกเรียนคือจะฝึกพัฒนาทักษะในการพูด (อยากแก้อาการติดอ่างของตัวเอง) แต่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็เรียนๆสอบๆไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

[3] ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเสรีด้วย ตอนนี้ก็อ่านฮิรางานะคล่องแล้ว ส่วนคาตางานะยังถูไถ อย่างน้อยก็พอท่องเว็บญี่ปุ่นรู้เรื่องบ้างแล้ว(ฮา)

[4] ได้เขียนเกมจริงๆแล้ว!

Screen Shot 2560-05-30 at 2.07.15 PM
เกม2D เมื่อตอนส่งงานไฟนอล

ได้แตะ Unity เป็นครั้งแรก หลังจากปีที่ผ่านมาได้แต่วาด asset ส่งให้คนอื่นไปทำค่ะ หลังจากที่รู้สึกว่า”เกลียดโค้ด”มานาน พอได้โดนบังคับเขียนโค้ดรัวๆ รวมทั้งการทำงานสนองนี๊ดตัวเอง(ซึ่งก็ต้องไปค้นคว้าโค้ดเพิ่มเติมเอง)(ทำตัวเองทั้งนั้น)(ฮา) ก็เลยกลายเป็นว่า ความรู้สึกที่ไม่ชอบเขียนโค้ดก็ค่อยๆหายไป แต่ถ้าถามว่า เขียนเก่งขึ้นมั้ย อันนี้ต้องยอมรับกันตรงๆเลยว่าไม่ค่ะ ทุกวันนี้สิ่งที่ทำได้คือลอกโค้ดเขาก่อน แล้วค่อยเอามาเขียนต่อเท่าที่ทำได้เอง

แต่ไม่ได้วาดรูปประกอบเกมมานานแล้วค่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ

[5] เป็นครั้งแรกที่ได้ “วอร์” อย่างเป็นทางการ

จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ค่อนข้างรักสงบเลยล่ะ แต่ด้วยความที่ว่า ตอนเรียนเจออาจารย์ที่ นักศึกษาด้วยกันเองเห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่โอเค” เราเลยต้องรวมหัวกับเพื่อนเพื่อไปเสนอว่า เราไม่โอเคนะ ซึ่งนี่แหละ คือการ “วอร์” ครั้งแรก ผลการวอร์นั้นไม่แน่ใจว่าจะเรียกแพ้ชนะ หรือหายสาปสูญไปดี(ฮา) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเรากับเพื่อนๆได้ลุกออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอะไรที่… ถ้าพูดตรงๆก็คือเสียผลประโยชน์แหละ

แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต่อหน้ายิ้มสดใสแล้วลับหลังไปโพสด่ากันบน facebook หรือ social network อื่นๆนะ!


ปี 3 เทอม 2 

เป็นช่วงที่ต้องบอกว่า “พีคมาก พีคในพีค พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” พีคทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรู้สึกและอีกหลายๆเรื่องเลย

[1] เปิดกันด้วยเรื่องเรียนก่อน เทอมนี้ไม่มีวิชาส่วนกลางแล้ว เรียนแต่วิชาภาคเต็มๆ ซึ่งวิชาใหญ่ๆนอกจากวิชาภาคที่เราจะโดนกันเทอมนี้ก็คือเรื่องการเสนอหัวข้อโปรเจคจบ และหาที่ฝึกงาน สำหรับเรานั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ยกเว้นก็ต้องเงื่อนไขการฝึกงานแบบสหกิจซึ่งมีผลต่อหัวข้อ อันนี้ถ้าให้เล่ารายละเอียดคงยาวมากแน่ๆแต่ตอนนี้ก็เสียวสันหลังรอกันไว้ก่อน

ส่วนของวิชาเอกนั้น เทอมนี้ที่พีคสุดคือการได้เรียนเกมออนไลน์ และ Unreal Engine ไปพร้อมๆกัน

สำหรับเกมออนไลน์นั้น ถ้าพูดกันตรงๆเลยคือ ยากมาก ยากกว่าการทำเกม offine เยอะ เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ช่วงไฟนอลของเราเลยไม่สินใจไม่แตะโค้ดเลย แล้วไปรับผิดชอบ asset ทั้งหมดแทน

Screen Shot 2560-05-30 at 2.38.35 PM
เดาแนวเกมกันได้มั้ยล่าาา

ไฮไลท์เกมเราอยู่ที่เพลงค่ะ เพื่อนๆชอบกันมาก ขอแปะไว้ตรงนี้เผื่อมีใครอยากฟังนะ อิอิ

ส่วน Unreal Engine เป็นอะไรที่หนักเครื่องมาก เครื่อง mac ที่เราใช้อยู่ไม่สามารถเปิดโปรแกรมนี้ได้ ขนาดไปแบกคอมใหญ่จากที่บ้านไม่ก็ยังไม่ไหวเพราะแรมไม่ถึง แต่ถ้าเครื่องแรงพอแล้วได้เล่นเนี่ย จะพบว่าเจ๋งมากสำหรับสายจัด level design เพราะ tool หลายๆอย่างเขาทำมาให้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการเขียนโค้ดหรือการตั้งค่าบางอย่างเราชอบทางฝั่งของ Unity มากกว่า เพราะของ Unreal นี่ถ้าไม่เขียนโค้ดจ๋าๆจะใช้การโยง map เอา ซึ่งถ้ามันน้อยๆก็พอเข้าใจง่ายหรอก แต่พอมากเข้าแล้วมันค่อนข้างงง

โปรเจกต์ไฟนอลกลุ่มเราทำเกม 3D เดินตีมอนธรรมดา(แต่ตอนสร้างเหนื่อยมากเลยนะคะซิส) ถ้าคอมแรงพอระดับเล่นเกม AAA ได้ก็น่าจะรับโปรแกรมเราไหวค่ะ สนใจลองโหลดไปเล่นกันได้ตามนี้นะ!

[2] เรื่องงาน

เรื่องนี้ถ้าให้พูดทีไร(ตอนที่พิมพ์นี้ก็ด้วย) คงต้องร้อง “เฮ้ออออ” อ.อ่างล้านตัวกันเลยทีเดียว

คือต้องบอกก่อนว่าวิชาไฮไลต์ของเทอมนี้ที่เราคิดว่าพีคๆเนี่ย จะมี เกมออนไลน์ / Unreal / #ASF / UXUI และ React ค่ะ สำหรับสองวิชาแรกนั้นเราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว และไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากก็สั่งงานล่วงหน้า ทำงานส่งกันตามปกติ อย่างของเกมออนไลน์มีจัดนิทรรศการก่อนช่วงสอบปลายภาค ส่วนของ Unreal สั่งงานสเกลค่อนข้างใหญ่ ให้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเพื่อนๆก็โอเคกัน

แต่ของวิชาอื่นออกจะเป็นงานเดือด เพราะกว่าจะสั่งงานก็ปาไปหลังสอบแล้ว แล้วต้องทำงานแข่งกับเดตไลน์วันตัดเกรดของอาจารย์ เลยกลายเป็นว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ทำงานชนงาน จบงานนี้ ทำงานนู้นต่อ แทบจะไม่ได้พักเลย อะไรที่ไม่น่าจะเสร็จในวันสองวัน มันก็เสร็จได้ ไม่รู้จะเรียกว่าดีมั้ย เหมือนเป็นการปลดล็อคสกิลอะไรบางอย่างในตัว แต่ก็อดบ่นเรื่องระยะเวลาที่ให้จริงๆ เพราะหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับขาดการวางแผนมาก่อน และแน่นอนคนที่รับกรรมไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่รวมถึงนักศึกษาด้วย

แต่สำหรับที่เดือดที่สุดคงไม่พ้นกรณี #ASF ซึ่งขอไม่กล่าวรายละเอียดหรือที่มาของมันมากเพราะเราเกือบ “บิน” ไปแล้วทีนึง จริงๆแล้วเป็นวิชา game animation ค่ะ แต่ตอนเรียนก็โดนสร้างเกม 1 โปรเจกต์ เหตุการณ์นี้มันเกิดต่อเนื่องจากการที่นักศึกษามีปัญหากับอาจารย์(อีกแล้ว) และไปวอร์(อีกแล้ว 555) ซึ่งการวอร์นี้ นักศึกษาเป็นทั้งผู้ชนะและแพ้  ไม่มีใครถูก 100% แต่อย่างน้อยก็ยังพอทวง “ผลประโยชน์ที่นักศึกษาควรได้”มาไม่มากก็น้อย

ประเด็นคือ วอร์จบ คนไม่จบ

เทอมนี้ยอมรับว่าเราบ้าดีเดือดมาก ไม่รู้ไปเอาความโมโหโกรธามาจากไหน บวกกับในมือกำมือถือไว้อยู่ …ก็เสร็จเลย เอะอะก็โมโหโพสลงเฟส ฟาดงวงฟาดงาเหมือนเมนส์มาทุกวัน 555 และมีครั้งนั้นที่เราทำพลาด คือหลังจากที่วอร์จบ เราโมโหรุนแรงค้างมาก จนไปโพสต์ชื่อจริงนามสกุลจริงและชื่อผลงานของอ.คู่กรณีไป และนั่นแหละที่เป็นปัญหา เพราะเราทำผิดพรบ.คอมค่ะ เราสามารถโดนฟ้องร้องได้ 5555

ดีที่เรื่องจบลงที่การดีลว่าต่างฝ่ายจะลบโพสทิ้งแล้วจะไม่มีการเอาเรื่อง (ที่มาของคำว่า “บิน”) และถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่มากเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการโพสอะไรก็ตามลง social network สำหรับอารมณ์โมโหเนี่ย ตอนนี้เราว่าการขว้างมือถือทิ้งยังดีกว่าหยิบมันมาโพสระบายอารมณ์นะ แต่จริงๆแบบไหนก็ไม่ควรนั่นล่ะ สงบสติอารมณ์กันไปดีกว่าค่ะ 555

poster-Recovered
โปรเจกต์เจ้าปัญหา จริงๆเรารักโปรเจกต์นี้มากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสทำต่อก็จะทำนะ

หลังจากที่เคลียร์กันจบแล้ว กลุ่มเราที่ทำโปรเจกต์เกม visual novel กึ่ง puzzle หาของ ก็ตัดสินใจแจก asset ที่ทำทั้งหมดค่ะ ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถไปโหลดได้ ตามนี้ เลย

[3] เรื่องความรู้สึก

เทอมนี้ผ่านทั้งความรู้สึกที่สุขและเศร้าค่ะ ทั้งความสุขที่เหมือนจะรู้สึกสิ่งที่เรียกว่าความรัก(ฮา) ความเศร้าที่ก็ต่อยอดมาจากเมื่อเทอมที่แล้ว เป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอดและเพิ่งคลี่คลายได้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ

ไอ้ส่วนความสุขเนี่ย ไม่เล่านะ เขิล อิอิ

จริงๆแล้วตั้งแต่หลังฝึกงานตอนปี2 เป็นต้นมาจนตลอดปี3 เนี่ย เราเหมือนจะติดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “มองว่าตัวเองไม่มีอะไรดี” ค่ะ ตอนนี้ก็ยังมีแอบคิดแบบนี้อยู่บ้างนะคะ แต่ว่าก็เพลาๆลงบ้านแล้ว เพราะพยายามคิดในแง่บวกและมองอะไรที่เป็นเหตุผลมากขึ้นค่ะ

ในช่วงที่ผ่านมาเรามักจะถล่มตัวเอง ชอบคิดว่า เออเราเนี่ยมันไม่เก่งเลยนะ สู้คนอื่นไม่ได้เลย แล้วไม่กล้าที่จะออกความเห็นอะไรไป ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะคิดและกลัวว่าความคิดของเรามันมันคงเป็นความคิดโง่ๆ คิดแบบไม่คิด คิดออกมาได้ยังไง อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แย่มากเลยค่ะ เพราะเดิมไอ้เรามันก็ขี้เกียจเป็นก้อนขนอยู่แล้ว พอมาเจออะไรแบบนี้เข้าไปมันยิ่งไปกันใหญ่เลย คราวนี้ไม่ทำอะไรเลย(จริงๆ) มัวแต่นั่งท่องเน็ต นั่งดูหนังดูการ์ตูนไปเรื่อย เทงาน ไม่ค่อยตั้งใจเหมือนที่ผ่านมาเพราะคิดว่า “ทำไปมันก็เท่านั้น” (ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราไปเจอกับการ์ตูนเรื่องใหม่ๆเยอะมากเลยค่ะ ว่าจะรีวิวในภายหลังด้วยนะ 555) แล้วพอไม่ทำอะไร มันก็จะยิ่งรู้สึกแย่อีกว่า “แล้วทำไมเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างวะ??” แต่พอจะเริ่มทำ ก็จะกลับไปคิดแบบข้างต้น เป็นแบบนี้วนไป ซึ่งมันทำให้ปี3เทอม2 ของเราค่อนข้างแย่เลยล่ะ เรื่องอื่นให้เครียดก็มีตั้งเยอะ 555

ตอนนั้นที่รู้สึกว่าตัวเองขุ่นมัว ก็บังเอิญติดการ์ตูนเรื่อง Tsubasa Reservoir Chronicle ของป้า CLAMP และบังเอิญอีกที่คุณแม่ Yuki Kajiura ที่เราชอบมากๆแต่งเพลงประกอบ หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้แล้วเรากลับค่อยๆรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ขอแชร์เป็นคลิปนี้เพราะจะได้ฟังเพลงเพราะๆกันเนอะ เนื้อเพลงดูไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของเราเลย แต่เราอ่านเนื้อเพลงครั้งแรกแล้วน้ำตาซึมเลย เรากล้าพูดเลยว่าเราได้เพลงนี้ช่วยไว้จริงๆ ไม่ได้โม้นะเออ!

หลังจากนั้นเราก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ(และแน่นอน ติ่งเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย) จนกระทั่งช่วงปลายเทอม เพื่อนเราคนนึงเค้าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ แล้วบังเอิญที่มหาลัยมีหมอจิตแพทย์มาประจำเป็นช่วงๆ เราเลยอาศัยตามเพื่อนไปด้วย

สภาพเราวันนั้นไปแบบมึนๆงงๆ เหมือนคนไม่ได้ตั้งใจจะไปหาหมอเลยค่ะ ประเด็นหลักที่เราจะไปถามหมอคือเรื่องอาการพูดติดอ่างกับสงสัยว่าตัวเราจะไม่เป็นโรคซึมเศร้าใช่มั้ย ส่วนตัวคุณหมอเองก็ออกจะดูไม่ค่อยเป็นหมอเท่าไหร่ ถ้าให้นินทาก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจมารักษาเลยค่ะ 555 แต่ว่าสิ่งที่หมอแนะนำมาเนี่ย มันใช่เลย

“เราเป็นคนชอบจับผิดตัวเองนะ เวลาจะทำอะไรจะชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองทำตาม แล้วพอทำไม่ได้เราก็จะยิ่งโทษตัวเอง”

“งั้นหนูต้องทำยังไงถึงจะไม่คิดแบบนี้คะหมอ”

“ก็ช่างมันสิ …ผิดพลาดไปแล้วก็ช่างมัน ผิดแล้วไง ก็เริ่มใหม่ ช่างมันไปเลยคุณ”

บรรยากาศตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ มีแสงอาทิตย์ออกเหลืองๆส้มๆลอดผ่านหน้าต่าง แอร์เย็นกำลังดี หน้าหมอที่ออกเนือยๆตอนนั้น กับคำตอบที่ได้มา ทำไมมันรู้สึกแบบ… อบอุ่นมาก  ทั้งๆที่บรรยากาศจริงๆมันไม่ใช่เลย 555

ที่ผ่านมาเราพูดกับตัวเองว่า “ช่างมันสิ” มาหลายรอบนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการคุยกับตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็เคยเอาไปคุยกับที่บ้าน แต่คำตอบที่ได้ต่างกัน (และนั่นเป็นอะไรที่แย่มาก…) แต่พอได้เอาเรื่องที่อึดอัดใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วได้คำตอบแบบนี้ รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเลย

…ปลดปล่อยจากตัวเองนี่แหละ

ทุกวันนี้ หรือตอนพิมพ์นี้เรามีความสุขดีแล้วค่ะ ตอนนี้พอนึกย้อนไปถึงอะไรแย่ๆที่ผ่านมา พบว่าหลายๆอย่างก็เกิดจากไอ้การจับผิดตัวเองนี่ล่ะ(ไม่มีใครผิดเลย ทำตัวเองล้วนๆ 555) แย่จริงๆ ต่อไปต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระแล้วล่ะ!


….และปี3 ของเราก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ (เยอะเหลือเกิน)(ฮา)

จริงๆแล้วช่วงจิตตกเราก็ไม่ได้ซึมกระทือขนาดนั้นนะ เราก็ได้ไปทำกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เช่นไปเป็นสตาฟให้โครงการ creative talk 2017 ซึ่งงานจัดเอาตอนวันเกิดเราพอดีด้วยค่ะ 555 เป็นการฉลองวันเกิดที่แปลกดีนะ

หลังจากนี้เราก็ต้องไปฝึกงานอีกแล้ว คราวนี้เป็นการฝึกงานภาคบังคับค่ะ คราวที่แล้วมีคนลากไป แต่คราวนี้เราตัดสินใจเลือกที่ฝึกงานด้วยตนเอง

จะมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดใหญ่เช่นเดียวกับเวลานี้เมื่อปีที่แล้วรึเปล่านะ

ขอเวลาไปสัมผัสกับมันก่อนแล้วจะกลับมาเขียนโพสยาวๆอีกเช่นเคยค่ะ

เจอกันโพสหน้านะ!