013 | เมื่อไม่มีมือถือไว้เล่น Facebook

มือถือเราพังมาเดือนนึงแล้วค่ะ และเราไม่มีเงินซื้อเครื่องใหม่

 

….แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การมาโพสตัดพ้อเรื่องสภาพคล่องในกระเป๋าสตางค์หรือโพสรีวิวปนด่ามือถือเครื่องเดิมที่พังไปแล้วนะคะ(ฮา) แค่จะมาเล่าว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา การไม่มีสมาร์ทโฟนดีๆที่ไถ news feed คล่องๆเนี่ยมันเป็นยังไง ซึ่งก็จะเล่าตามไลฟ์สไตล์ของเราเนอะ แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้ก็ยินดีมากเลยล่ะ

จริงๆเดือนนี้ว่าจะเขียนเรื่องฝึกงานภาคบังคับ(เราฝึกงานจบแล้วนะ!!) แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว เรื่องนี้เล่ามันส์กว่า แถมก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดตอนฝึกงานนี่แหละค่ะ แค่บังเอิญเกิดยาวจนถึงตอนที่เขียนนี้ด้วย T T


 

ก่อนที่เราจะทำมือถือพัง เราเป็นคนค่อนข้างติดโซเชียล ติดท่องอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย วันๆไม่ค่อยทำงานทำการอะไรเลยค่ะ โดยเฉพาะเจ้า Facebook เนี่ยตัวดีเลย ดังนั้นเราก็พยายามจะหักดิบตัวเอง แต่จะให้ออกห่างจากอินเตอร์เน็ตเลยนี่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้เวลาเราติดต่อกับใครก็อาศัย Facebook Messenger เป็นหลัก เราเลยตัดสินใจใช้ Chrome Extension ในคอมส่วนตัวที่ชื่อว่า Kill News Feed (ส่วนสาย Firefox เชิญทางนี้ได้เลย) ส่วนเรื่องแชท เนื่องจากเขาทำเว็บแยกสำหรับแชทอย่างเดียวมาให้ ก็ไปใช้ทางนั้นซะ ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วแชทจะสงบสุขไม่ค่อยมีผู้บ่าวคนใดทักมาเลยก็ตาม(ฮา)

Screen Shot 2560-08-02 at 1.52.36 PM
ขออนุญาตปิดข้อมูลทั้งหมดยกเว้นเพจตัวเอง ดูความไม่อัพเดตนั่นสิ….

เมื่อใช้แล้วจะเป็นอย่างที่เห็น คือมันจะล็อคเฉพาะ News Feed บนหน้าหลักค่ะ ฟีดของตัวเอง เพจ กลุ่ม เพื่อน ฯลฯ ยังเข้าได้ปกติ ยังมีแจ้งเตือน กล่องแชท กล่องคอมเมนต์ตอบกลับเหมือนเดิม แต่แค่นี้ก็ได้ผลมากๆแล้ว เพราะเราหนีFacebook ไปเล่นเว็บอื่นแทน(ฮา) 

เราใช้มาปีกว่าแล้ว รู้สึกว่าเล่นน้อยลงมาจริงๆนะ (แต่ก่อนเราเล่น Facebook เหมือนเล่น Twitter ) อย่างน้อยที่สุดก็จะเปิดมาเมื่ออยากโพสหรือแชร์อะไรจากเว็บข้างนอก

และเมื่อบนเว็บเล่นหักดิบซะแบบนี้ หนทางเดียวที่เราจะได้เล่นFacebook แบบรู้ข่าวสารบ้านเมืองหรือดราม่ากับเขาบ้าง ก็เหลือแต่บนมือถือ หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น (เช่นเวลากลับไปเล่นคอมที่บ้าน) เลยกลายเป็นว่า บนฟีดส่วนตัวของเราจะมีลักษณะเป็นโพสที่แชร์เยอะๆๆติดกันภายในไม่กี่นาที จากนั้นก็จะหายไปไม่ต่ำกว่า 3-5ชั่วโมง (นานสุดที่เคยทำก็เกิน 1 วันนะ) จากนั้นถึงค่อยเจอโพสใหม่ ความถี่ในการโพสของเราจะน้อยลงตามพฤติกรรมการเล่นมือถือของเรานั่นเอง

แล้วข้อเสียของมันมีมั้ย มีแน่นอนค่ะ ถ้ามีนิสัยตามข่าวจากบน Facebook ไม่ค่อยดูข่าวหรือเข้าเว็บอื่นเองแบบเรา ก็จะพลาดทุกอย่าง ตามโลกไม่ค่อยทัน แน่นอนว่ารวมไปถึงโพสดีๆจากเพจดีๆ หรือคนที่เราfollow เพจความรู้ ฯลฯ หรือในกรณีเราที่เป็นนักศึกษาอยู่ ก็จะพลาดโพสข่าวสารหรือแจ้งเตือนจากทางมหาลัย หรือพี่บุคลากร เว้นซะว่าเพื่อนจะแชร์ลงกลุ่มจนมีแจ้งเตือน

แต่ของพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เรื่องข่าวเราอาศัย Twitter เอา (ซึ่งน่าแปลกที่เราไม่ค่อยติด Twitter เท่านะ เหมือนเปิดไปเพื่อทวีตๆๆๆ แล้วจากไป เป็น user ที่ดูตรงกับคอนเซปต์เว็บเขายังไงก็ไม่รู้)(ฮา) ส่วนเรื่องธุระอะไรมีแชทมีมือถือก็คุยกันได้

 

…จนกระทั่งมือถือพังเนี่ยแหละ

 

เราเคยนั่งนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ยุคสมัยนี้ถ้าคนขาดมือถือไปสักเครื่องมันจะตายมั้ย

เออ ไม่ตายหรอก แต่ลำบากเหลือเกิน โอ้ย ช่วยด้วยยยย

อาการพังของมือถือเราคือ เปิดเครื่องแล้วค้างที่โลโก้ นั่นหมายถึงเรายังเข้าถึงข้อมูลที่เก็บไว้โดยการต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ แต่เราจะใช้ App บนนั้นไม่ได้เลย แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึง Facebook ตัวเดียว ยังรวมไปถึงพวกที่ต้องใช้งานในฐานะ App มือถือเท่านั้นด้วย เช่นพวก Line Instagram กล้องถ่ายรูป และส่วนตัวของเราจะมีแอปบันทึกรายรับรายจ่ายเพิ่มมาอีก และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเพลงก็ไม่ได้ โทรหาใครก็ไม่ได้ คนอื่นโทรมาก็รับสายไม่ได้เลย T T

(ประเด็นฟังเพลงนี่สำคัญมาก เราฟังเพลงเหมือนคนติดยาเลย ขึ้นรถลงเรือยืนรอรถเมล์ฯลฯ เราต้องฟังตลอด ยุคนี้ก็ไม่ได้พกพวกเครื่องเล่น mp3 แล้วด้วย ว่าแล้วก็คิดถึงสมัยก่อน T T)

และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้เมื่อมือถือพังค่ะ (หมายเห็ด : เราใช้เครื่อง Android ล่ะ)

  1. โทรเข้าโทรออกไม่ได้(แน่นอน)(ฮา) – ครั้งนึงเราต้องเดินทางจากที่ฝึกงานกลับบ้าน แต่ไปแวะทำฟันก่อนโดยมีการนัดเวลากับคนที่บ้านไว้ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วยังไม่เจอกัน จะโทรหาก็ไม่ได้ จะรอก็ไม่รู้ถึงเมื่อไหร่ โชคดีที่ตอนนั้นแบกคอมมาด้วย เลยต้องงัดมาต่อwifiที่ร้านแล้วโทรหากันผ่าน Facebook Messenger นี่แหละ
  2. เล่น Line ไม่ได้ – การเล่น Line บนPC นอกจากล็อคอินปกติบางทีต้องมีกรอกรหัสยืนยันตัวตนที่จะเด้งบนมือถือ แต่มือถือเราพังนี่หว่า เรื่องนี้อาจดูไม่สำคัญนะ แต่เอาจริงๆแล้วคนบ้านเรา(หรือคนรอบตัวเรา)ใช้ Line แทบจะเป็นหลักเลยทั้งเรื่องแชทและโทร เราที่ใช้ Facebook Messenger เป็นหลักนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยอยู่ อันนี้รวมไปถึงพวกการล็อคอินหรือยืนยันอะไรก็ตามที่มีการส่งรหัสทาง SMS ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ Macbook ที่ผูกกับ iPhone จะรอดมั้ย
  3. เล่น Instagram ไม่ได้ – ก็ในเว็บมันอ่านกับไลค์ได้อย่างเดียว โพสได้แค่ในมือถือนี่หว่า เราเป็นสายโพสอวดผลงานอ้ะ
  4. ถ่ายรูปไม่ได้ – อันนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาจริงจัง เราไม่ใช่พวกชอบเซลฟี่ตัวเอง ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน แต่ก็จะได้ใช้บ่อย เช่น ถ่ายรูปหลักฐานโอนเงิน ถ่ายรูปหนังสือ ของที่อยากได้ ป้ายราคาเก็บไว้ ถ่ายรูปวาดตัวเองลงคอม(แทนเครื่องแสกน) และเมื่อมือถือพัง เราแทบจะทำงานอะไรไม่ได้เลย โชคดีที่โน๊ตบุ๊คมีกล้องหน้า หรือวิ่งไปใช้บริการแสกนในมหาลัยได้ในตอนที่อยู่หอ
  5. เล่นเกมไม่ได้ – ฟังดูอนาจแต่เป็นเรื่องจริง เราติดเกมไอ้ประเภทที่มันต้องล็อคอินทุกวันน่ะค่ะ 555 ถามว่าเล่นในคอมได้มั้ย ก็ได้นะ มีโปรแกรมEmulator ช่วยเยอะแยะ Bluestack อะไรงี้ก็โหลดมาใช้ แค่เพราะเป็นเกมมือถือที่ปกติวิธีการเล่นจะใช้นิ้วสัมผัส การเล่นบนคอมจึงต่างกันมาก เป็นต้นเราติด Yume100 วิธีการเล่นคือต้องใช้นิ้วกดแล้วลากไปตามลูกบอลสีเพื่อทำลายและเก็บแต้มโจมตี แต่ในคอม เม้าส์ปกติไม่สามารถกดแล้วลากได้แบบในมือถือ หรือได้ก็ช้ามากเพราะการวางมือต่างกัน จำได้ว่าแรกๆเราถึงขั้นต้องใช้เม้าส์ปากกาช่วยเลย แต่หลังๆไม่ไหวเพราะโปรแกรม Emulator พวกนี้จะค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่องค่ะ เลยยอมตัดใจพักเรื่องอีเวนท์ไป ล็อคอินเก็บไอเท็มก็พอ
  6. ใช้แอปอื่นๆไม่ได้ – เช่น Slack ที่เป็นแอปสำหรับแชทในที่ทำงาน พอดีช่วงนั้นเราฝึกงานอยู่ เมื่อไม่มีมือถือก็พลาดการแจ้งเตือนจากที่ฝึกงาน หรือจะโทรก็ไม่ได้ ตามเหตุผลข้างต้น

กลับมาที่ประเด็น Facebook ต่อ เดิมเราก็โพสเฉพาะตอนเล่นมือถืออย่างเดียวแล้ว นี่มือถือก็มาพังอีก กลายเป็นว่าช่วงแรกๆที่มือถือเราพังเราจะได้เล่น Facebook เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ คำว่าเล่นของเรานี้หมายถึงการได้เห็น news feed หรือการนั่งไถไทม์ไลน์ไปเรื่อยนะคะ ไม่นับการที่เราเจอเว็บอื่นที่ถูกใจแล้วกดแชร์ลง Facebook หรือนึกอยากโพสอะไรก็โพส(ฮา)

แล้วทำไมไม่เอา Kill News Feed ออกล่ะ? …ก็อย่างที่บอกว่าขนาดเลิกเล่น Facebook ได้ก็ยังไปสิงที่อื่นต่อ ถ้าเปิดก็คงอาการหนักกว่าเดิมแหงๆค่ะ 5555

สรุปคือช่วงนั้นนอกจากจะใช้ชีวิตปกติลำบากแล้ว ยังกลายเป็นพวกไม่ทันโลกไปกันใหญ่ เพราะเอาเข้าจริง”โลก”ใน Facebook กับเว็บโซเชียลอื่นๆนี่ยังไงก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียนะ ข้อดีก็มีเหมือนกัน

ช่วงที่ไม่มีมือถือนี้เป็นช่วงที่สงบสุขมากค่ะ ไม่มีเสียงแจ้งเตือนตอนที่นั่งทำงานเครียดๆ(แต่มี pop-upเด้งบนคอม) ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงโทรเข้า(เพราะเขาโทรหาไม่ได้) ใช้ชีวิตมีความสุขมาก ของเราขาดอย่างเดียว ถ้ายังเก็บเครื่องเล่น mp3 ไว้จะยิ่งมีความสุขกว่านี้

ปกติเราจะเล่นมือถือจริงจังช่วงตื่นนอน ช่วงเดินทาง และก่อนนอนค่ะ พอมือถือพัง ตอนเช้าก็ไม่มีอะไรเล่นแล้ว รู้สึกช่วงเช้าจะว่างขึ้นมาหน่อยนึง ส่วนช่วงเดินทางก็ได้โอกาสเอาหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่านไปอ่านบนรถหรือตอนยืนรอรถนั่นแหละ 2สัปดาห์ที่เราไม่แตะมือถือ เราอ่านหนังสือจบไป 5 เล่มแน่ะ ทั้งๆที่อ่านเฉพาะตอนเดินทางหรือรอรถนะ รู้สึกเหมือนได้พักสายตาในระดับนึงด้วย เพราะปกติตาเราจะสลับอยู่ระหว่างจอคอมกับจอมือถือ แต่หลังๆสลับกับกระดาษแทน

 

โดยรวมแล้วเป็นช่วงที่ลำบากแต่ก็เหมือนได้พักผ่อนค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราพอใจจะไม่ใช้มือถือตลอดไปนะ อย่างน้อยก็ขอโทรเข้าออกกับมีกล้องชัดๆบ้างเถอะ นี่ขนาดไม่ค่อยใช้มือถือเป็นการเป็นงานมากนะ ถ้าคนวัยทำงานที่ฝากทุกอย่างไว้กับมือถือน่าจะลำบากน่าดูเลย


 

ณ ตอนที่เขียนโพสนี้ เราก็ยังไม่มีมือถือใหม่ค่ะ(ฮา) แต่ใช้มือถือสำรองแทน เป็นมือถือฟรีที่ได้จากการซื้อเบอร์ของคนที่บ้าน สเปคอ่อนแอและช้ามาก ใช้ได้แค่ Line Facebook Messenger ส่วนอย่างอื่นยังอาศัยบนเว็บอยู่ กล้องก็ไม่ชัด แต่อย่างน้อยที่สุดเลยก็ยังพอโทรเข้าออก รับSMS และใส่SD Card ไว้ฟังเพลงได้(ฟังเพลงได้ก็ดีใจแล้ว) และด้วยความที่สเปคเครื่องมันอ่อนแอนี่แหละ เปิด Facebook เฉยๆยังค้างเลย สรุปก็คือช่วงนี้ถ้าไม่นับคอมที่บ้านก็ยังเล่น Facebook ไม่ได้อยู่ดี

 

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเราจะได้เล่น Facebook ไวๆ

แต่หลังๆมานี้ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เล่น เหมือนจะเริ่มชินกับนิสัย “ไม่ค่อยเล่น Facebook” ซะแล้วสิ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ และเจอกันโพสหน้าค่ะ! เมื่อไหร่จะได้ทุบไหรีวิวอนิเมซะทีนะ 5555

 

ปล. ว่าแล้วก็เปิดเฟซบุ๊ค ก๊อปลิ้งค์นี้ แล้วเอาไปโพสดีกว่า

010 | เรียนจบปีสามแล้วค่ะ!

ไม่ได้เขียนบล๊อคนานเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็จบปี 3 แล้ว

ลองกลับไปอ่านของเมื่อตอนปี2 แล้วเทียบกับตัวเองตอนนี้ คิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ

แน่นอนว่าวันนี้ (30/05/16) ก็ถือเป็นฤกษ์ดี(?) เช่นเคยค่ะ เพราะเคลียร์ทั้งเรื่องโปรเจกต์ เรื่องสอบ เรื่องเอกสารเพิ่มเติมอีกหลายๆอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญก็เป็นวันสุดท้ายของปี3 จริงๆ เพราะวันต่อไปก็จะเข้าสู่ช่วงฝึกงานซัมเมอร์อย่างเป็นทางการแล้วล่ะ

ปีสามนี้เป็นปีที่เกิดเรื่องขึ้นเยอะมาก ทั้งที่ดี ไม่ดี ที่ตัวเราทำเองหรือประสบกับตัว แต่ธีมของปีนี้คงจะเป็น “ปีแห่งอารมณ์” เพราะเป็นปีที่ได้สัมผัสอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย ต่างจากปีที่ผ่านมาเยอะเลยค่ะ

เพราะโพสนี้เขียนด้วยอารมณ์ อาจจะยาวกว่าเมื่อของปีก่อนมากๆ แต่ก็ขอเขียนไว้เพื่อแชร์ประสบการณ์นะคะ


ปี3 เทอม 1 

[1] ปี 3 เป็นปีที่จะไม่ค่อยได้เรียนวิชาบังคับส่วนกลาง(GEN) ของมหาลัยแล้ว แต่ก็เหลือตัวนึงอยู่ ซึ่งหลังจากเรียนวิชานี้ไปแล้วก็พบว่าเราชอบมากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งอินมาจากเมื่อตอนฝึกงานหรือยังไงก็ไม่รู้ 555

ชื่อของวิชานี้คือ Modern Management and Leadership เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการโครงการ ในคลาสหลังจากเรียนไปประมาณ 2-3 week จะมีแยก sec ใหม่ตามหัวข้อที่นศ.สนใจ sec ที่เราเลือกไปคือ Entreprenour หรือถ้าให้ตั้งชื่อเล่นก็คือ มินิสตาร์ทอัพ นั่นเอง! (มีการคิดไอเดีย วางแผนการตลาด เอามาขึ้นเวที pitch ขายของ ประมาณนี้)

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่ทำงานกับเพื่อนต่างภาคแบบคนเดียว คนเดียวเน้นๆไม่มีเพื่อนจากภาคเดียวกันมาแจมเลย ในขณะที่ในกลุ่มจะมีพี่ปี 4 กับเพื่อนวิศวะค่ะ แปลกดีนะ ตอนแรกดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เลย แต่พอทำงานกันไปแล้ว เออสนุกดีนะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำงาน(ในวิชาเรียน)กับเพื่อนชั้นปีเดียวกันหรือกับรุ่นพี่

ปล. มีปัญหานิดหน่อยตอนที่เผยแพร่งานแล้วเข้าใจผิดว่าตัวเองโดนด่าเลยรีบๆลบแล้วไปนั่งจิตตก บ้ามากตอนนั้น ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไปนั่งเขย่าตัวบอก หนูลูกกกก หนูต้องใจเย็นนะ 5555

ส่วนนี่คือวีดีโอตัวงานที่เอาไป เปิดก่อนเริ่ม pitch ล่ะ! (โลโก้นี่มาจากฉันทามติของเพื่อนๆแล้ว)(ฮา)

[2] มี GEN อีกตัวที่ลงไปเพื่อเก็บวิชาบังคับ ตัวนี้ได้ชื่อว่า GEN มารยาท …ก็ ความรู้สึกก็คือ เหมือนได้กลับไปเรียนมัธยมใหม่ อ.อย่างเฮี้ยวเลย 555

จริงๆจุดประสงค์ที่เลือกเรียนคือจะฝึกพัฒนาทักษะในการพูด (อยากแก้อาการติดอ่างของตัวเอง) แต่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็เรียนๆสอบๆไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

[3] ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเสรีด้วย ตอนนี้ก็อ่านฮิรางานะคล่องแล้ว ส่วนคาตางานะยังถูไถ อย่างน้อยก็พอท่องเว็บญี่ปุ่นรู้เรื่องบ้างแล้ว(ฮา)

[4] ได้เขียนเกมจริงๆแล้ว!

Screen Shot 2560-05-30 at 2.07.15 PM
เกม2D เมื่อตอนส่งงานไฟนอล

ได้แตะ Unity เป็นครั้งแรก หลังจากปีที่ผ่านมาได้แต่วาด asset ส่งให้คนอื่นไปทำค่ะ หลังจากที่รู้สึกว่า”เกลียดโค้ด”มานาน พอได้โดนบังคับเขียนโค้ดรัวๆ รวมทั้งการทำงานสนองนี๊ดตัวเอง(ซึ่งก็ต้องไปค้นคว้าโค้ดเพิ่มเติมเอง)(ทำตัวเองทั้งนั้น)(ฮา) ก็เลยกลายเป็นว่า ความรู้สึกที่ไม่ชอบเขียนโค้ดก็ค่อยๆหายไป แต่ถ้าถามว่า เขียนเก่งขึ้นมั้ย อันนี้ต้องยอมรับกันตรงๆเลยว่าไม่ค่ะ ทุกวันนี้สิ่งที่ทำได้คือลอกโค้ดเขาก่อน แล้วค่อยเอามาเขียนต่อเท่าที่ทำได้เอง

แต่ไม่ได้วาดรูปประกอบเกมมานานแล้วค่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ

[5] เป็นครั้งแรกที่ได้ “วอร์” อย่างเป็นทางการ

จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ค่อนข้างรักสงบเลยล่ะ แต่ด้วยความที่ว่า ตอนเรียนเจออาจารย์ที่ นักศึกษาด้วยกันเองเห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่โอเค” เราเลยต้องรวมหัวกับเพื่อนเพื่อไปเสนอว่า เราไม่โอเคนะ ซึ่งนี่แหละ คือการ “วอร์” ครั้งแรก ผลการวอร์นั้นไม่แน่ใจว่าจะเรียกแพ้ชนะ หรือหายสาปสูญไปดี(ฮา) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเรากับเพื่อนๆได้ลุกออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอะไรที่… ถ้าพูดตรงๆก็คือเสียผลประโยชน์แหละ

แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต่อหน้ายิ้มสดใสแล้วลับหลังไปโพสด่ากันบน facebook หรือ social network อื่นๆนะ!


ปี 3 เทอม 2 

เป็นช่วงที่ต้องบอกว่า “พีคมาก พีคในพีค พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” พีคทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรู้สึกและอีกหลายๆเรื่องเลย

[1] เปิดกันด้วยเรื่องเรียนก่อน เทอมนี้ไม่มีวิชาส่วนกลางแล้ว เรียนแต่วิชาภาคเต็มๆ ซึ่งวิชาใหญ่ๆนอกจากวิชาภาคที่เราจะโดนกันเทอมนี้ก็คือเรื่องการเสนอหัวข้อโปรเจคจบ และหาที่ฝึกงาน สำหรับเรานั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ยกเว้นก็ต้องเงื่อนไขการฝึกงานแบบสหกิจซึ่งมีผลต่อหัวข้อ อันนี้ถ้าให้เล่ารายละเอียดคงยาวมากแน่ๆแต่ตอนนี้ก็เสียวสันหลังรอกันไว้ก่อน

ส่วนของวิชาเอกนั้น เทอมนี้ที่พีคสุดคือการได้เรียนเกมออนไลน์ และ Unreal Engine ไปพร้อมๆกัน

สำหรับเกมออนไลน์นั้น ถ้าพูดกันตรงๆเลยคือ ยากมาก ยากกว่าการทำเกม offine เยอะ เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ช่วงไฟนอลของเราเลยไม่สินใจไม่แตะโค้ดเลย แล้วไปรับผิดชอบ asset ทั้งหมดแทน

Screen Shot 2560-05-30 at 2.38.35 PM
เดาแนวเกมกันได้มั้ยล่าาา

ไฮไลท์เกมเราอยู่ที่เพลงค่ะ เพื่อนๆชอบกันมาก ขอแปะไว้ตรงนี้เผื่อมีใครอยากฟังนะ อิอิ

ส่วน Unreal Engine เป็นอะไรที่หนักเครื่องมาก เครื่อง mac ที่เราใช้อยู่ไม่สามารถเปิดโปรแกรมนี้ได้ ขนาดไปแบกคอมใหญ่จากที่บ้านไม่ก็ยังไม่ไหวเพราะแรมไม่ถึง แต่ถ้าเครื่องแรงพอแล้วได้เล่นเนี่ย จะพบว่าเจ๋งมากสำหรับสายจัด level design เพราะ tool หลายๆอย่างเขาทำมาให้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการเขียนโค้ดหรือการตั้งค่าบางอย่างเราชอบทางฝั่งของ Unity มากกว่า เพราะของ Unreal นี่ถ้าไม่เขียนโค้ดจ๋าๆจะใช้การโยง map เอา ซึ่งถ้ามันน้อยๆก็พอเข้าใจง่ายหรอก แต่พอมากเข้าแล้วมันค่อนข้างงง

โปรเจกต์ไฟนอลกลุ่มเราทำเกม 3D เดินตีมอนธรรมดา(แต่ตอนสร้างเหนื่อยมากเลยนะคะซิส) ถ้าคอมแรงพอระดับเล่นเกม AAA ได้ก็น่าจะรับโปรแกรมเราไหวค่ะ สนใจลองโหลดไปเล่นกันได้ตามนี้นะ!

[2] เรื่องงาน

เรื่องนี้ถ้าให้พูดทีไร(ตอนที่พิมพ์นี้ก็ด้วย) คงต้องร้อง “เฮ้ออออ” อ.อ่างล้านตัวกันเลยทีเดียว

คือต้องบอกก่อนว่าวิชาไฮไลต์ของเทอมนี้ที่เราคิดว่าพีคๆเนี่ย จะมี เกมออนไลน์ / Unreal / #ASF / UXUI และ React ค่ะ สำหรับสองวิชาแรกนั้นเราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว และไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากก็สั่งงานล่วงหน้า ทำงานส่งกันตามปกติ อย่างของเกมออนไลน์มีจัดนิทรรศการก่อนช่วงสอบปลายภาค ส่วนของ Unreal สั่งงานสเกลค่อนข้างใหญ่ ให้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเพื่อนๆก็โอเคกัน

แต่ของวิชาอื่นออกจะเป็นงานเดือด เพราะกว่าจะสั่งงานก็ปาไปหลังสอบแล้ว แล้วต้องทำงานแข่งกับเดตไลน์วันตัดเกรดของอาจารย์ เลยกลายเป็นว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ทำงานชนงาน จบงานนี้ ทำงานนู้นต่อ แทบจะไม่ได้พักเลย อะไรที่ไม่น่าจะเสร็จในวันสองวัน มันก็เสร็จได้ ไม่รู้จะเรียกว่าดีมั้ย เหมือนเป็นการปลดล็อคสกิลอะไรบางอย่างในตัว แต่ก็อดบ่นเรื่องระยะเวลาที่ให้จริงๆ เพราะหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับขาดการวางแผนมาก่อน และแน่นอนคนที่รับกรรมไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่รวมถึงนักศึกษาด้วย

แต่สำหรับที่เดือดที่สุดคงไม่พ้นกรณี #ASF ซึ่งขอไม่กล่าวรายละเอียดหรือที่มาของมันมากเพราะเราเกือบ “บิน” ไปแล้วทีนึง จริงๆแล้วเป็นวิชา game animation ค่ะ แต่ตอนเรียนก็โดนสร้างเกม 1 โปรเจกต์ เหตุการณ์นี้มันเกิดต่อเนื่องจากการที่นักศึกษามีปัญหากับอาจารย์(อีกแล้ว) และไปวอร์(อีกแล้ว 555) ซึ่งการวอร์นี้ นักศึกษาเป็นทั้งผู้ชนะและแพ้  ไม่มีใครถูก 100% แต่อย่างน้อยก็ยังพอทวง “ผลประโยชน์ที่นักศึกษาควรได้”มาไม่มากก็น้อย

ประเด็นคือ วอร์จบ คนไม่จบ

เทอมนี้ยอมรับว่าเราบ้าดีเดือดมาก ไม่รู้ไปเอาความโมโหโกรธามาจากไหน บวกกับในมือกำมือถือไว้อยู่ …ก็เสร็จเลย เอะอะก็โมโหโพสลงเฟส ฟาดงวงฟาดงาเหมือนเมนส์มาทุกวัน 555 และมีครั้งนั้นที่เราทำพลาด คือหลังจากที่วอร์จบ เราโมโหรุนแรงค้างมาก จนไปโพสต์ชื่อจริงนามสกุลจริงและชื่อผลงานของอ.คู่กรณีไป และนั่นแหละที่เป็นปัญหา เพราะเราทำผิดพรบ.คอมค่ะ เราสามารถโดนฟ้องร้องได้ 5555

ดีที่เรื่องจบลงที่การดีลว่าต่างฝ่ายจะลบโพสทิ้งแล้วจะไม่มีการเอาเรื่อง (ที่มาของคำว่า “บิน”) และถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่มากเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการโพสอะไรก็ตามลง social network สำหรับอารมณ์โมโหเนี่ย ตอนนี้เราว่าการขว้างมือถือทิ้งยังดีกว่าหยิบมันมาโพสระบายอารมณ์นะ แต่จริงๆแบบไหนก็ไม่ควรนั่นล่ะ สงบสติอารมณ์กันไปดีกว่าค่ะ 555

poster-Recovered
โปรเจกต์เจ้าปัญหา จริงๆเรารักโปรเจกต์นี้มากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสทำต่อก็จะทำนะ

หลังจากที่เคลียร์กันจบแล้ว กลุ่มเราที่ทำโปรเจกต์เกม visual novel กึ่ง puzzle หาของ ก็ตัดสินใจแจก asset ที่ทำทั้งหมดค่ะ ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถไปโหลดได้ ตามนี้ เลย

[3] เรื่องความรู้สึก

เทอมนี้ผ่านทั้งความรู้สึกที่สุขและเศร้าค่ะ ทั้งความสุขที่เหมือนจะรู้สึกสิ่งที่เรียกว่าความรัก(ฮา) ความเศร้าที่ก็ต่อยอดมาจากเมื่อเทอมที่แล้ว เป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอดและเพิ่งคลี่คลายได้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ

ไอ้ส่วนความสุขเนี่ย ไม่เล่านะ เขิล อิอิ

จริงๆแล้วตั้งแต่หลังฝึกงานตอนปี2 เป็นต้นมาจนตลอดปี3 เนี่ย เราเหมือนจะติดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “มองว่าตัวเองไม่มีอะไรดี” ค่ะ ตอนนี้ก็ยังมีแอบคิดแบบนี้อยู่บ้างนะคะ แต่ว่าก็เพลาๆลงบ้านแล้ว เพราะพยายามคิดในแง่บวกและมองอะไรที่เป็นเหตุผลมากขึ้นค่ะ

ในช่วงที่ผ่านมาเรามักจะถล่มตัวเอง ชอบคิดว่า เออเราเนี่ยมันไม่เก่งเลยนะ สู้คนอื่นไม่ได้เลย แล้วไม่กล้าที่จะออกความเห็นอะไรไป ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะคิดและกลัวว่าความคิดของเรามันมันคงเป็นความคิดโง่ๆ คิดแบบไม่คิด คิดออกมาได้ยังไง อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แย่มากเลยค่ะ เพราะเดิมไอ้เรามันก็ขี้เกียจเป็นก้อนขนอยู่แล้ว พอมาเจออะไรแบบนี้เข้าไปมันยิ่งไปกันใหญ่เลย คราวนี้ไม่ทำอะไรเลย(จริงๆ) มัวแต่นั่งท่องเน็ต นั่งดูหนังดูการ์ตูนไปเรื่อย เทงาน ไม่ค่อยตั้งใจเหมือนที่ผ่านมาเพราะคิดว่า “ทำไปมันก็เท่านั้น” (ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราไปเจอกับการ์ตูนเรื่องใหม่ๆเยอะมากเลยค่ะ ว่าจะรีวิวในภายหลังด้วยนะ 555) แล้วพอไม่ทำอะไร มันก็จะยิ่งรู้สึกแย่อีกว่า “แล้วทำไมเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างวะ??” แต่พอจะเริ่มทำ ก็จะกลับไปคิดแบบข้างต้น เป็นแบบนี้วนไป ซึ่งมันทำให้ปี3เทอม2 ของเราค่อนข้างแย่เลยล่ะ เรื่องอื่นให้เครียดก็มีตั้งเยอะ 555

ตอนนั้นที่รู้สึกว่าตัวเองขุ่นมัว ก็บังเอิญติดการ์ตูนเรื่อง Tsubasa Reservoir Chronicle ของป้า CLAMP และบังเอิญอีกที่คุณแม่ Yuki Kajiura ที่เราชอบมากๆแต่งเพลงประกอบ หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้แล้วเรากลับค่อยๆรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ขอแชร์เป็นคลิปนี้เพราะจะได้ฟังเพลงเพราะๆกันเนอะ เนื้อเพลงดูไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของเราเลย แต่เราอ่านเนื้อเพลงครั้งแรกแล้วน้ำตาซึมเลย เรากล้าพูดเลยว่าเราได้เพลงนี้ช่วยไว้จริงๆ ไม่ได้โม้นะเออ!

หลังจากนั้นเราก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ(และแน่นอน ติ่งเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย) จนกระทั่งช่วงปลายเทอม เพื่อนเราคนนึงเค้าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ แล้วบังเอิญที่มหาลัยมีหมอจิตแพทย์มาประจำเป็นช่วงๆ เราเลยอาศัยตามเพื่อนไปด้วย

สภาพเราวันนั้นไปแบบมึนๆงงๆ เหมือนคนไม่ได้ตั้งใจจะไปหาหมอเลยค่ะ ประเด็นหลักที่เราจะไปถามหมอคือเรื่องอาการพูดติดอ่างกับสงสัยว่าตัวเราจะไม่เป็นโรคซึมเศร้าใช่มั้ย ส่วนตัวคุณหมอเองก็ออกจะดูไม่ค่อยเป็นหมอเท่าไหร่ ถ้าให้นินทาก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจมารักษาเลยค่ะ 555 แต่ว่าสิ่งที่หมอแนะนำมาเนี่ย มันใช่เลย

“เราเป็นคนชอบจับผิดตัวเองนะ เวลาจะทำอะไรจะชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองทำตาม แล้วพอทำไม่ได้เราก็จะยิ่งโทษตัวเอง”

“งั้นหนูต้องทำยังไงถึงจะไม่คิดแบบนี้คะหมอ”

“ก็ช่างมันสิ …ผิดพลาดไปแล้วก็ช่างมัน ผิดแล้วไง ก็เริ่มใหม่ ช่างมันไปเลยคุณ”

บรรยากาศตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ มีแสงอาทิตย์ออกเหลืองๆส้มๆลอดผ่านหน้าต่าง แอร์เย็นกำลังดี หน้าหมอที่ออกเนือยๆตอนนั้น กับคำตอบที่ได้มา ทำไมมันรู้สึกแบบ… อบอุ่นมาก  ทั้งๆที่บรรยากาศจริงๆมันไม่ใช่เลย 555

ที่ผ่านมาเราพูดกับตัวเองว่า “ช่างมันสิ” มาหลายรอบนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการคุยกับตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็เคยเอาไปคุยกับที่บ้าน แต่คำตอบที่ได้ต่างกัน (และนั่นเป็นอะไรที่แย่มาก…) แต่พอได้เอาเรื่องที่อึดอัดใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วได้คำตอบแบบนี้ รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเลย

…ปลดปล่อยจากตัวเองนี่แหละ

ทุกวันนี้ หรือตอนพิมพ์นี้เรามีความสุขดีแล้วค่ะ ตอนนี้พอนึกย้อนไปถึงอะไรแย่ๆที่ผ่านมา พบว่าหลายๆอย่างก็เกิดจากไอ้การจับผิดตัวเองนี่ล่ะ(ไม่มีใครผิดเลย ทำตัวเองล้วนๆ 555) แย่จริงๆ ต่อไปต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระแล้วล่ะ!


….และปี3 ของเราก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ (เยอะเหลือเกิน)(ฮา)

จริงๆแล้วช่วงจิตตกเราก็ไม่ได้ซึมกระทือขนาดนั้นนะ เราก็ได้ไปทำกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เช่นไปเป็นสตาฟให้โครงการ creative talk 2017 ซึ่งงานจัดเอาตอนวันเกิดเราพอดีด้วยค่ะ 555 เป็นการฉลองวันเกิดที่แปลกดีนะ

หลังจากนี้เราก็ต้องไปฝึกงานอีกแล้ว คราวนี้เป็นการฝึกงานภาคบังคับค่ะ คราวที่แล้วมีคนลากไป แต่คราวนี้เราตัดสินใจเลือกที่ฝึกงานด้วยตนเอง

จะมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดใหญ่เช่นเดียวกับเวลานี้เมื่อปีที่แล้วรึเปล่านะ

ขอเวลาไปสัมผัสกับมันก่อนแล้วจะกลับมาเขียนโพสยาวๆอีกเช่นเคยค่ะ

เจอกันโพสหน้านะ!

006 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(3)

 

โพสนี้เป็นตอนที่3 และตอนสุดท้ายของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

ขอแปะกราฟจากโพสที่แล้วไว้ข้างล่าง เผื่อลืมกัน คราวก่อนสภาพจิตใจอยู่ในระดับ crisis ดำดิ่งไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว ในโพสนี้ก็จะขอไปต่อกันเลยว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อจบ 2 เดือนที่ฝึกงานจะเป็นยังไงบ้าง

01


#7 Recovery (รึเปล่านะ)

หลังจากการไปพูดว่า 1 เดือนได้อะไรบ้าง และการคิดงานไม่ออกตลอด 2สัปดาห์กว่าทำให้เราเครียดจนถึงขีดสุด เราก็ปล่อยตัวเองให้อยู่กับตัวเองไปเรื่อยๆ จนสักพักนึงก็คิดได้ว่า ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา และประสบการณ์ เราต้องใจเย็นกว่านี้และเรียนรู้มากกว่านี้ เอ้า! เลิกเครียดแล้วกลับไปทำงานต่อ

จู่ๆวันนึงพี่CEOก็บอก เอ้า พอแล้ว เปลี่ยนงานดีกว่า ที่ให้ทำมาตลอดจะเหมือนให้ลองกินเหล้า กินมันเข้าไปจนกว่าจะรู้ว่าจุดไหนที่ตัวเองเริ่มเมา

งานใหม่ที่ได้คือ ออกแบบ UI ของหน้าแอปใหม่(แอปอันเดิมที่ทำของแอดมินบนเว็บนั่นแล)

เราในตอนนั้นที่ยังฟื้นๆตัวจากความเครียดก็งง เอ๊า อุตส่าห์ทำใจได้ เปลี่ยนก็เปลี่ยน ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องคิดมากต่อ (แต่ก็แอบมีรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถสร้างงานได้จนต้องเปลี่ยนงาน)(คิดแบบ productive อีกแล้ว 555) และเตรียมที่จะเปิดแอปขึ้นมาเพื่อนั่งดูว่ามีจุดไหนที่ต้องแก้บ้าง

แต่เดี๋ยวก่อน! เราจะไม่เข้าลูปเดิมอีกต่อไปแล้ว!

ก่อนที่เราจะกลับไปสู่วังวนแห่งความเครียด สิ่งที่พี่ให้เราทำก่อนที่จะเริ่มเปิดแอปมานั่งจับผิด คือ ศึกษาก่อนว่า แล้วหน้า UIใหม่ที่ควรจะเป็นคือยังไง

ใช่แล้ว ..เราต้องมานั่งอ่าน iOS Human Interface Guideline ใหม่นั่นเอง

อันนี้ต้องท้าวความกันก่อนว่า ช่วงเดือนแรกที่เราฝึกงานและเรียน guideline ไป ยังเป็นช่วงที่ iOS9 ยังใช้งานอยู่ปกติ จนกระทั่งมีงาน WWDC2016 ที่ประกาศใช้ iOS10 นั่นแหละ guideline ของใหม่ถึงได้ถูกปล่อยออกมา และเราก็ต้องไปนั่งอ่านทำความเข้าใจใหม่ว่า สรุปแล้ว iOS10 เป็นยังไงบ้าง (รวมไปถึงทวน gesture การใช้งานในฐานะ android user ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ apple ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย) เพื่อจะได้ redesign แอปให้เข้ากับ iOS10 ที่จากนี้ผู้ใช้ทั่วไปคงโดนบังคับอัพเดตกันหมด

หลังจากใช้เวลาหลายวันหมดไปกับการอ่าน guideline (ที่ใช้ศัพท์ยากเหลือเกิน) ก็ยัง! ยังไม่ได้ออกแบบใหม่หรอกนะ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เอาหน้าแอปเก่ามา clone ..หรือพูดง่ายๆคือ วาดหน้าจอต่างๆให้เหมือนในแอปจริง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ได้รู้ว่า ทำไมเขาถึงเว้นบรรทัดเท่านี้pixel ทำไมเขาถึงวางicon ตำแหน่งนี้ (ซึ่งพอทำจริงๆก็มีบางจุดที่เห็นแล้วก็ต้องคิดว่า ทำไมคุณทำแบบนี้ เราไม่เข้าใจ แง)

น่าเสียดายที่ยัง clone ไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาฝึกงานแล้ว

อ้อ ช่วงท้ายฝึกงาน ที่บริษัทพาไปเที่ยวทะเลด้วยล่ะ ขอบคุณพี่ๆที่บริษัทมาก เสียดายที่ติดปัญหาแบบผู้หญิงๆ(ฮา) และก่อนจบฝึกงานก็ยังคงสรรหาหนังเกรดบีดู (ชื่ออังกฤษ the 25th reign ชื่อไทย เจาะเวลาถล่มนาซี >> โหดสัสมาก ล่านาซีกันในป่า มีฉากที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอในหนังแนวนี้ด้วย ดูแล้วยังคงรู้สึกเหมือนถูกดูดพลังชีวิตตามสไตล์หนังเกรดบีจริงๆ)


#8 ส่งท้าย

หลังจากฝึกงานหมาดๆ เราได้โพสเรื่องฝึกงาน(และกราฟข้างต้น)ใน Facebook และพี่CEOก็มาคอมเมนต์เป็นภาษาอังกฤษยาวมาก เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์เลยขอก๊อปมาเก็บไว้ค่ะ

“2-months was too short.

First 2 months is always about “learn to unlearn” and “learn to relearn”

That’s one month each. Hence your 2 difference assignments.

You have to unlearn things then relearn things a lot in real life, real work. A lot of things were wrongly or incorrectly taught, a lot of things will become obsoleted.

So, unlearn and relearn are the absolute essential in working.”

ขออนุญาตไม่แปลให้ แต่ก็อปจากโพสของพี่(ที่เกิดขึ้นหลังจากเราโพสสเตตัสของตัวเองไป)มาเลยดีกว่า(ฮา)

ในการทำงานจริง น้องๆ จะต้องเรียนรู้ที่จะ unlearn หลายสิ่งหลายอย่างมากมาย หลายอย่างที่เรียนมา หลายอย่างที่เคยได้ยินมา หลายอย่างที่เคยถูกสอนมาอย่างหนึ่ง แต่พอไปเจอจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง (ส่วนหนึ่งก็เพราะคนสอนหลายคน ก็สอนจากหนังสือ จากสไลด์คนอื่น อยู่กับโลกสมมติของเคสในหนังสือ ไม่เคยเอาไปจับงานจริงมากพอ ไม่มีประสบการณ์มากพอ)

เราจะต้อง unlearn ให้เป็น … นั่นคือ 1 เดือนแรกในการฝึกงาน .. “learn to unlearn”

และสำหรับหลายต่อหลายอย่าง เราก็ต้องเรียนที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง หลายอย่างที่เราอาจจะเคยผ่านมันไปแล้ว ไม่คิดว่าต้องสนใจมันอีกแล้ว แต่เมื่อเราได้เรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง ทำให้เราเห็นว่าเราพลาดอะไรไปขนาดไหน และมันจะเปลี่ยนความคิดและการทำงานของเราไปได้อีกขนาดไหน

หลายอย่างถ้าเราไม่เคยสังเกตให้เป็น ไม่เคยลอง relearn อะไรให้มันลึกขึ้น บางครั้งเราไม่รู้และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเราจะต้อง relearn อะไร และเราอาจจะคิดว่าเรารู้แล้วก็ได้

เราจะต้อง relearn ให้เป็น … และนั่นอีกคือ 1 เดือนในการฝึกงาน “learn to relearn”

ผมไม่อยากได้งานจากพวกน้องๆ ฝึกงาน แต่ผมอยากให้น้องได้ฝึก skill ที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ในความรู้สึกของผม นั่นคือ “unlearn & relearn” (ย้ำนะ: skill … ไม่ใช่เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ professionalism)

ถ้าน้องมีสองอย่างนี้ น้องจะไปทำงานอะไร ทำงานที่ไหน ผมก็ไม่ห่วงแล้ว ไม่ห่วงทั้งน้อง ไม่ห่วงทั้งคนที่น้องทำงานด้วย และไม่ห่วงคนที่จะต้องใช้ผลงานของน้องต่อไป

สุดท้าย ที่สำคัญมากที่สุด และน้องๆ คงได้เห็นตลอด คือ “attention to details” หรือการใส่ใจในรายละเอียด ในการทำงานทุกอย่าง รวมถึงการ unlearn & relearn ด้วย เพราะการ unlearn ไม่ใช่การลืมมันไปเฉยๆ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการ relearn ที่จะต้องใส่ใจมันทุกรายละเอียดที่เราเคยมองข้ามไป

และมันจะสะท้อนในการทำงานจริงครับ … สิ่งที่แยกระหว่าง “มืออาชีพ” และ “มีอาชีพ” คือ “การใส่ใจในรายละเอียด” อย่างมีเหตุมีผลกับทุกอย่างในเชิงลึก


และการฝึกงาน 2 เดือนของเราก็จบแต่เพียงเท่านี้

Short-term goal อาจจะไม่เป็นตามที่คิดไว้(เพราะคิดผิด) แต่สำหรับ Long-term goal เราได้อะไรพอสมควรเลยล่ะ อย่างน้อยก็ได้เก็บข้อมูลของงานสาย UI design ไปได้พอสมควรเลย

ยังมีเชื้อความเป็น productive อยู่หน่อย แต่หายคิดมากแล้ว ตอนเลิกฝึกงานใหม่ๆก็ยังแอบเสียดายนะว่านอกจากงานชิ้นเล็กๆอย่างออกแบบไอคอน เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เป็นประโยชน์เลย (ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ โฟกัสไปที่การพัฒนาตัวเองลูกเดียว ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ)(ฮา)

ตอนนี้เรากลับมาเรียน ปี3 ต่อแล้ว ต่อไปก็จะได้มีฝึกงานอีกรอบ คราวนี้ว่าจะลงเป็นสหกิจเลย ก็รอดูกันต่อไปว่าจะได้ไปฝึกงานที่ไหน และเป็นงานแบบไหน

 

สุดท้ายนี้ ถึงจะไม่ได้บอกปากเปล่า แต่ก็ขอขอบคุณ พี่เดฟ พี่ซ้ง พี่ม้ง พี่สแตมป์ พี่ซิ้งค์ พี่เจ (ทีมงานที่ Codeapp) ที่สอนความรู้และแนวคิดต่างๆให้ รวมถึงพามารู้จักหนังเกรดบี(ค้นพบว่าที่ผ่านมาเคยดูมันแต่หนังเกรดบี และสนใจจะดูหนังเกรดบีตลอดไป555) (ขอบคุณพี่เดฟและพี่มีนเป็นกรณีพิเศษที่พาไปเที่ยวพัทยานะคะ) และขอบคุณเพื่อนๆที่ฝึกงานด้วยกัน พี่นนท์(เพิ่งรู้ว่าปีโตกว่า เรียกเป็นรุ่นเดียวกันมาได้ตั้ง2เดือน แง) พี่ดุ๊ค พี่แพร พี่เปา ฟ้า โนเน ชะมิ้ว ที่ได้มาเจอกัน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายอย่างด้วยกัน เราว่าเราได้เรียนรู้จากเพื่อนฝึกงานด้วยกันโดยที่ไม่รู้ตัวหลายอย่างแน่นอนล่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ!

ขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองออกนอก comfort zone ด้วย ยินดีจะพาตัวเองพ้นๆโซนนี้ตลอดไป รอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก่อน ถถถ

สำหรับในบล๊อคนี้ ถ้าใครได้อ่านก็ยินดีให้นำไปแบ่งปันกันได้ค่ะ เราหวังว่าที่เราเขียนลากยาวมาหลายพาร์ทนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ส่วนโพสถัดไป อาจจะได้รวมงาน DIY ที่เคยทำไว้มาแชร์ให้ดูกัน ติดตามกันได้เน้อ!

 

 

005 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(2)

 

โพสนี้เป็นตอนที่2ของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าก่อนจะได้มาฝึกงานเราได้เจออะไรบ้าง สำหรับในโพสนี้ จะเริ่มพูดถึงเข้าสู่ช่วง1เดือนแรกของการฝึกงานแล้วล่ะ!


ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาส่วนต่อไป เราขอคั่นด้วยกราฟนี้ก่อน

02
Life events and career change : transition psychology in practice by Dai Williams 

กราฟนี้ถ้าแปลจากภาษาอังกฤษคร่าวๆจะแปลว่า “ขั้นตอนและคุณลักษณะต่างๆที่จะเกิดขึ้นในวงจรแห่งการเปลี่ยนแปลง” แต่ถ้าเอาง่ายๆเลย กราฟนี้จะแสดงว่า เมื่อเราเจองานใหม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ หรืออะไรก็ได้ที่มันใหม่ พ้นจาก comfort zone เดิมของตัวเอง เราจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมยังไงบ้าง

จากซ้ายมือของกราฟ ตอนแรกเราก็จะยังตื่นเต้นดีอยู่หรอก(หรือบางกรณีเจอปุ๊บ ก็สตั๊นท์ไปเลยตามเส้นประ) แต่พอเจอไปพักนึงจะเริ่มสับสนในตัว(Inner Contradictions) ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่า เราควรอยู่ที่นี่หรือไม่ เราเหมาะสมกับสิ่งนี้หรือไม่ หรือเริ่มตั้งคำถามเพื่อหนี จากนั้นก็จะรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง มาถึงจุดต่ำสุด หรือ crisis ที่มีหลายทางต่อมาก ตั้งแต่การที่ค่อยๆยอมรับมันและปรับปรุงตัวจนสุดท้ายก็อยู่กับมันได้และมีการพัฒนา(New confidence,transformation) หรือก็ยอมรับแหละแต่ไม่ถึงกับ feel good (Partial recovery) หรือช่างมัน แล้วก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง(ในแง่ของความรู้สึก) หรือกลายเป็นอะไรที่ฝังใจ (Letting’go > Extended crisis) หรืออย่างแย่สุดเลยก็คือ เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว งอแงไปเลย (Quitting)

ที่ต้องพูดถึงกราฟนี้ เนื่องจากเมื่อตอนฝึกงานไปเดือนกว่า เราได้ไปเห็นโพสใน Facebook ซึ่งเราจำไม่ได้แล้วว่าไปเจอที่โพสของใครหรือเพจไหน แต่เราเมื่อ 1 เดือนที่แล้วเห็นแล้วก็รู้สึกว่า “โอ้โห แม่งใช่เลย! เราตอนนี้อยู่ตรง crisis นี่หว่า”(crisis จริงๆนะ เป็นภาวะที่รู้สึกตกต่ำมากกว่าปกติจนพาลคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ว่าไปนั่น 555)

เหตุที่เป็นแบบนั้น ก็ต้องย้อนกลับมาดูกันที่เรื่อง Short-term goal และ Long-term goal ที่เราเคยพูดถึงคราวก่อนเรื่องคนขับรถขึ้นยอดเขาแต่เห็นแค่ทางโค้งนั่นล่ะ

เพราะปกติเราจะเป็นคนที่มองว่า “การที่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันและคุณภาพดี = ประสบความสำเร็จ”(นิยามด้วยตัวเองว่า คิดแบบ Productive) แล้วทีนี้ ตอนก่อนจะมาฝึกงานเนี่ย เราดันไปตั้ง short-term goal ว่า “เอาล่ะ อย่างน้อยเราต้องไปสร้างงานให้ที่ฝึกงานได้สักชิ้นแหละวะ”
(ส่วน long-term goal ของเรา ไม่รู้ว่าใช่ goal ด้วยมั้ย คือการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “นี่เราเป็นใคร” ไม่ใช่ถามชื่อนามสกุลนะ แต่หมายถึงว่า ต่อไปเราจะเป็น Artist หรือ Visual Designer หรือ UI Designer หรืออย่างอื่น(ถ้ามีให้เลือก)กันแน่)

แล้วยังไงหว่า? การตั้ง goal แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น?

ลองดูกราฟเวอร์ชั่นของเราข้างล่างนี้สิ

01
กำลังคิดว่า เฮ้ย! อะไรมันจะตกต่ำปานนั้น ฝึกงานมันแย่มากเลยเหรอ ล่ะสิ!

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว การโดนยิงคำถามรัวๆในวันฝึกงานวันแรกๆ ถือว่าเป็น First Shock ของเราเลยล่ะ เพราะมันทำให้เรากลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่เราฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะเนี่ย” เพราะเดิมไอ้เรามันก็วาดรูปการ์ตูนไปวันๆ งานพวก UI design นี่แค่แตะผิวเผินหรือทำส่งแค่โปรเจกต์

แต่ดีที่ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกไม่ใช่การจมปลักอยู่กับการถามตัวเองว่ามาทำถูกที่มั้ย เพราะเรายังไม่ได้ทำงานค่ะ

หลังจากที่เด็กฝึกงานทุกคนมาครบแล้ว ต้องโดนจับมาละลายพฤติกรรม และปรับพื้นฐานกันซักหน่อย


#4 ปรับทัศนคติ

สิ่งที่พี่ๆให้ทำก่อนจะลุยงานคือ การปรับทัศนคติ

ไม่ใช่อะไรแบบ ลากขึ้นรถตู้หายไปกับความมืดอะไรแบบนั้นนะ(ฮา)

ตัวอย่างการปรับทัศนคติก็เช่นว่า ให้ทุกคนมารวมกัน เปิดตัวอย่างแอป หรือโค้ด แล้วบอกว่าที่เปิดขึ้นมามีตรงไหนที่เป็นข้อดี-ข้อเสีย และควรแก้ไขยังไง งานนี้ถึงจะเป็นการรีวิวหน้าแอป แต่ใช่ว่าคนเป็น designner เท่านั้นที่จะได้ทำ programmer ก็ต้องมาช่วยกันดูด้วย หรือรีวิวโค้ด ใช่ว่า programmer เท่านั้นที่จะถกกันอย่างเดียว designer ก็ต้องช่วยดูด้วยว่ามันมีตรงไหนที่น่าทำให้มันดีขึ้นมั้ย

งานนี้ เพื่อน programmer ก็โดนเปิดโลกทัศน์เรื่องงานออกแบบ ส่วน designer(ที่เป็นเพราะหนีโค้ด) ก็ต้องอยู่กับโค้ดให้ได้

จริงๆช่วงแรกตอนนั้นที่คิดอยู่คือ อยากทำงานที่ได้ค้างไว้(ออกแบบหน้าเว็บให้แอดมินของแอปนึง)ให้มันจบๆไป แต่ก็โอเค ได้เรียนรู้หน่อยก็ดี เนื่องจากว่า ที่บริษัทนี้ทำแอปหรืออะไรก็ตาม base on iOS ในขณะที่เราเป็น android user ช่วงที่รีวิวหน้าแอป(แน่นอนว่า iOS) เราจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากหาจุดที่ไม่โอเค และตอบไม่ได้ว่าต้องแก้ยังไง ดังนั้นจึงต้องโดนจับมาเรียนพวก guideline ก่อน

แน่นอนว่าความรู้เรื่องของฝั่ง Dev เราก็ต้องรู้ด้วย OOP งี้ MVP งี้ สารภาพกันตรงๆค่ะว่าตอนนี้เราลืมไปหมดแล้ว(ขออภัยจริงๆค่ะ TwT) แต่ถ้าได้ยิน ก็รู้แหละว่าคืออะไรและเกี่ยวกับเรื่องไหนบ้าง อย่างน้อยก็พอรู้ว่าตอนนี้ฝั่ง programmer เขาทำอะไรกันอยู่

เหตุที่ต้องให้เด็กฝึกงานทุกสายเรียนรู้แบบ cross-platform ขนาดนี้(ฮา) เพราะถือว่า ทุกคนคือ user ของสิ่งที่ทีมทำค่ะ เช่นถ้าเราออกแบบ UI เพื่อน programmer ก็เป็นuser เพราะพวกเขาจะได้เห็นงานเราก่อน หรือเขียนโค้ดก็เช่นกัน programmer 1 คนเขียนโค้ดฟังก์ชั่นนึงออกมา เพื่อน programmer ด้วยกันก็เป็น user เพราะต้องดึงเอาฟังก์ชั่นที่คนนั้นเขียนไปใช้ หรือ designer ก็ต้องรู้เหมือนกันว่าตอนนี้งานโค้ดไปถึงไหนกันแล้ว คนนั้นก็ต้องเขียนให้ designer รู้เรื่องด้วย

แต่ตอนรีวิวก็ใช่ว่าจะเรื่อยเปื่อยชวนง่วงนะ มีอะไรพีคๆเช่น เกมลงโทษด้วยการกินอาหารญี่ปุ่นที่รสชาติห่วยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิต(ฮา) หรือจับดูหนังเรื่อง Bruno

ซึ่ง…. อ่า เอาเป็นว่าถ้าไม่ชอบอะไรที่เป็นชายรักชาย หรืออะไรที่ฮาร์ดคอร์(ในหลายๆความหมาย)ก็ไม่แนะนำนะ แต่มันดราม่ามากเลยนะ ดราม่าจนติดตา ใครสนใจติดตาไปด้วยกันก็หาดูได้ หรือไม่มั่นใจก็ลองดูรีวิวก่อน เราจะไม่แปะลิ้งค์ให้นะ 555


#5 กลับมา shock ใหม่

หลังจากที่โดนปรับทัศนคติและเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างไปแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงการทำงานจริงซักที(<<เราในตอนนั้นตื่นเต้นเหลือเกิน) เราจะได้ทำงานแล้ว จะได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว!

งานที่เราได้ทำ(ต่อ)คือ ออกแบบหน้าเว็บสำหรับแอดมินของแอปนึง เหมือนเดิม

ด้วยความที่ว่าเดิมเมื่อเราได้งานเราก็จะเริ่มลงมือวาดเลย(ดูแบบบ้าง ลอกบ้าง ก็ว่ากันไป) ครั้งแรกเราก็ลงมือวาดหน้าเว็บมันทั้งหน้าเลย ดูตัวอย่างเว็บแล้วดูว่า เออเว็บนี้มีข้อมูลส่วนนึงที่เป็นข้อมูลที่ดี น่าเอามาใช้ เว็บนั้นก็ดี ออกแบบแหวกแนวดี ก็นำมาใช้

สรุปนำไปนำมา หน้าเว็บก็เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆเต็มไปหมด(เน้นสวย กริดเป๊ะด้วยนะ) ตอนนั้นคิดแต่ว่า แอดมินเปิดมาจะต้องเห็นข้อมูลทุกอย่างในหน้าเดียว

แน่นอนว่าครั้งแรกย่อมถูกแก้ เรายังพูดไม่ทันถึงไหนเลย พี่ก็สอยร่วง(อีกแล้ว)(ฮา) และคราวนี้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า แอดมินจำเป็นจะต้องเห็นทุกอย่างในหน้าเดียวจริงๆน่ะเหรอ? หรือว่า แค่เสนอข้อมูลที่แอดมินต้องการจริงๆกันแน่?

สรุปจากที่เล่ามานี้ก็คือ จริงๆแล้วการออกแบบไม่ใช่การทำให้สวย หรือการดึงข้อดี ดึงทุกอย่างมาอัดๆรวมกันแล้วบอกว่า นี่ไง งานนี้รวมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณเลยนะ! แต่ก่อนจะเริ่มออกแบบอะไร ต้องคิดก่อนว่า คนใช้เป็นใคร เขาเอาไปใช้ทำอะไร และข้อมูลหรือสิ่งที่เขาจะทำมันมีอะไรบ้าง ออกแบบตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วเรื่อง” ความสวย” หรือ “UI ดีๆ” “UI ใช้ง่าย” อะไรพวกนี้มันจะตามมาเอง

เราในตอนนั้นก็ เรียนรู้ มาแบบนี้แหละ แต่ตอน ทำ น่ะ ยังคงมีความ productive เหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้ก็เลยเสนอไม่ผ่านซักที ทั้งเพราะไม่มีประสบการณ์ เพราะมัวแต่ถามตัวเองว่า “นี่เรามาฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะ” และมัวแต่คั้นตัวเองให้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน (คิดแบบ productive)

ตอนนั้นก็ช่วยไปออกแบบ icon ด้วยนะ เหมือนเป็นการหนีงานและเยียวยาจากความรู้สึกที่คิดงานไม่ออก และอยาก productive เหลือเกิน แต่ถึงจะวาด icon ไปสักกี่รูป ยังไงก็ยังรู้สึกแย่ในงานหลักที่ตัวเองได้มาอยู่ดี

แล้วทีนี้ พอมันสะสมมากๆเข้า มันก็มาถึงจุดแตกหัก

ปล. ระหว่างนี้ก็ได้ดูหนังเกรดบีดูดพลังชีวิตอีกเรื่อง(ฮา) ชื่อ Alien vs Avatar ใครที่ชอบดูหนังเกรดบีก็ไปหาดูกันได้นะคะ โปรเจกต์จบนักศึกษาภาพยนตร์ยังโอเคกว่าเล้ย 555


#6 Crisis

หลังจากที่เสนองานไม่ผ่านมาหลายรอบ ยังสร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย(ลืมไปแล้วว่าวาด icon ไปตั้งกี่รูป) ตอนนั้นเริ่มท้อแล้ว จนเวลาผ่านมา 1 เดือน พี่ก็มาบอกว่า ต้องหาใครสักคนไปพูดว่า 1 เดือนฝึกงานได้อะไรบ้าง

จุดประสงค์ของแกคือ อยากได้ programmer 1 คน และ designer 1 คน

เมื่อตอนจะเลือก ตอนนั้นได้ตัวแทน programmer แล้ว เหลือแต่ designer ซึ่งทั้งหมดมี 3 คน คนนึงไม่ว่างวันงาน วันที่เลือกอีกคนไม่มา มีเราคนเดียวเป็น designer ในวันที่เลือกตัวแทนเด็กฝึกงาน

พี่ให้เราโยนเหรียญทายหัวก้อย ด้วยความที่เราโยนไม่เป็น(จริงๆนะ 555) เลยหมุนเหรียญเอา แล้วไอ้เราก็หมุนผิดอีก หมุนไม่ถึงวิ เหรียญหล่นแปะบนโต๊ะออกก้อยประหนึ่งเราจงใจให้มันออกก้อย(แต่ความจริงเปล่าเล้ย)

ตายแล้วววววว! เราจะไปพูดอะไรวะ นี่พูดในที่ฝึกงานยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เป็นคนพูดติดอ่าง ตอนอยู่มหาลัยก็ต้องมีสไลด์ประกอบ ขนาดมียังไม่รู้เรื่องเล้ย แล้วนี่ให้ออกไปพูดแบบนั้นจะรู้เรื่องมั้ย (ตอนนั้นกำลังนึกถึงบรรยากาศวันที่รวมตัวครั้งแรก ที่นั่งเป็นสโลปโค้ง ข้างล่างมีเวทีและคนพูดไปยืนบนนั้น ถ้าได้พูดที่นั่นต้องขาสั่นแน่ๆ)

เรากลัวมาก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี คนอื่นที่ไม่ได้พูดก็ดูลอยตัวเลยนะ(ฮา) แต่วันก่อนไปพูด พี่ก็ให้ทุกคนหยุดงาน แล้วเขียนใส่กระดาษว่า 1 เดือน ได้อะไรบ้าง แล้วช่วยกันสรุปเป็นหัวข้อ แบ่งให้เรากับเพื่อนอีกคนพูด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกดีมาก เราไม่ได้โดดเดี่ยวเลย วันนั้นพี่เสริมให้ฟังว่า ที่เราไปพูดเนี่ย คือเราเป็นตัวแทนของทีม เพื่อนๆที่ไม่ได้พูดก็ต้องช่วยกันด้วย

แต่เมื่อถึงวันจริง มันมีอะไรบางอย่างที่เหมือน trigger ทำให้ความรู้สึกเครียดของเรามาถึงขีดสุด

เมื่อวันจริง บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เวทีที่เราพูดไม่ใช่แบบสโลปแต่อย่างใด เป็นแค่การไปยืนหน้าห้องและมีคนถามตอบ แบบเดียวกับในห้องเรียนมหาลัยนั่นแหละ สคริปต์ที่ช่วยกันรวบรวมก็ไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่

แต่ประโยคที่เราพูดเองเมื่อตอนนั้น คือนิ้วที่ไปลั่นไก ยิงปืนใส่ตัวเองอย่างจังเลย

สิ่งที่เราพูดก็เหมือนที่เตรียมมานั่นแหละ(เหมือนที่พิมพ์ไปแล้วข้างบน) คือเรื่องการคิดถึงuser การออกแบบโดยคิดถึง use case ที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อพูดจบแล้ว กลับไปนั่งที่ เห็นสีหน้าของพี่CEO เราก็รู้สึก down ทันที (คือแกไม่ยิ้มเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นจ้องคอมอยู่ แต่เราที่กำลังโหวงเห็นแล้วก็พาลคิดว่า แกต้องไม่พอใจเราแน่ๆ ไม่พอใจที่เราดีแต่พูด เรายังไม่สามารถทำสิ่งที่พูดได้เลย)

หลังจากพูดจบ ตัวโหวงมาก เพราะในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาแต่ว่า แม่ง ทำไมเราถึงดีแต่พูดวะ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ตามที่พูด

ตอนจะกลับ พี่ที่บริษัทเกือบทักให้กลับกับพี่CEOแล้ว(บ้านใกล้) แต่พอดีวันนั้นนัดแม่ไว้ที่ใกล้ๆกัน จึงกลับเอง

ตอนกลับก็ยังคงคิดซ้ำๆ คิดจนหน้าเหยเกจะร้องไห้จนรถเมล์นั่นแหละ น่าสงสารจริงๆ 555 (ถ้ากลับกับพี่วันนั้นคงได้มีเปิดใจร้องไห้โฮใส่แกแน่ๆ บ้าจริง ทำไมถึงอ่อนแอปานนี้ 555)

แน่นอนเราร้องไห้ ร้องไห้ปล่อยโฮจริงจังเลย แต่แอบไปร้องคนเดียวในห้องนะ

ตอนนั้นคิดมากจนพาลคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่านะ แต่ตอนนี้กลับมานั่งคิดดู มันก็เป็นไปตาม Transition Cycle นั่นแหละ แค่เป็นจุดที่ crisis แล้ว

ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า จะเลือกทางไหนดี จะ quit มั้ย? จะ let it go มั้ย? หรือจะสู้มันต่อไป?


พาร์ทที่สองก็ขอจบไว้ตรงนี้ก่อน

กราฟช่วงท้ายเราพุ่งขึ้นนะ แต่ว่าอะไรที่ทำให้กราฟเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เดี๋ยวไว้เจอกันพาร์ทสุดท้ายค่ะ!

เจอกันโพสถัดไปนะ!

 

 

004 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(1)

 

เรากลับมาจากฝึกงานแล้วค่ะ!

อย่างที่บอกในโพสที่แล้วว่าเราจะมาเขียนเล่าประสบการณ์ฝึกงานครั้งแรกในชีวิต ซึ่งการฝึกงานครั้งนี้กินเวลาไป 2เดือนเต็มๆ ตั้งแต่เดือน มิย.- กค. 2559 ฝึกเสร็จปุ๊ปก็เปิดเทอมพอดีเลย

ตอนแรกว่าจะเขียนบันทึกทุกวันแล้ว Publish ทีละวีค แต่เอาเข้าจริงก็ขี้เกียจ(ฮา) นี่ที่เขียนโพสนี้ได้ก็ต้องฉุดกระชากลากถูตัวเองพอสมควรเลยกว่าจะนั่งเฉยๆเขียนอะไรยาวๆได้

อาจจะเขียนยาวและลงรายละเอียดไว้พอสมควร เพราะอยากจะเขียนสิ่งที่ยังจำได้ตอนนี้ไว้ให้มากที่สุดค่ะ เผื่อหลายปีจากนี้กลับมาอ่านอาจจะนึกได้ว่า เอ้อ ตอนนั้นเราเคยเป็นแบบนั้นด้วยนะ คิดถึงจังเลย ดังนั้นอาจจะมีหลายตอนสักหน่อย

โพสนี้คือตอนแรก สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

และจากนี้จะมีเพิ่มเติมเรื่องงาน DIY ที่ได้ลองทำช่วงปิดเทอมนี้ด้วย ยังไงก็ติดตามกันได้นะคะ!

การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

(หมายเห็ด : จริงๆจะเขินมากถ้าพี่ๆมาเห็น แต่ก็ยินดีให้อ่านค่ะ 555)


#1 ช่วงสัมภาษณ์เลือกที่ฝึกงาน

โครงการนี้จะมีคัดทั้งหมดประมาณ 4 รอบ ซึ่งแต่ละรอบก็จะแตกต่างกันไป

รอบแรก จะมีให้ส่ง Portfolio ออนไลน์(หรืออัพไฟล์ลง Drive หรือยังไงก็ได้ที่ส่งไฟล์ออนไลน์ไปให้กรรมการดูได้) จริงๆที่ผ่านมาเราก็มีเว็บพอร์ตส่วนตัวนะ แต่ทำไว้แล้วใช้ไม่ได้จริง ช่วงนั้นเลยเปิดโลกทัศน์เรื่องเว็บพอร์ตพอสมควร เจอเว็บดีๆหรือเว็บสำหรับฝากไฟล์ต่างๆเยอะมาก รวมไปถึงเว็บที่สามารถหา ref สายออกแบบดีๆได้(นอกเหนือจาก pinterest และ davientart) ในรอบนี้เราก็รวมงานส่งไปค่ะ แต่ก็จะรวมงานเฉพาะช่วงที่ทำตอนอยู่มหาลัย เพื่อที่จะได้ดูเป็นปัจจุบันที่สุด โดยของเราอัพไว้ 2 ที่ คือ Behance กับ Artstation

รอบที่สอง จะมีโจทย์ส่งมาทางเมลให้ทำภายใน 24 ชม. โจทย์ที่เราจำได้ก็จะมีประมาณว่า “ให้ pitch งานที่ตัวเองคิดว่าดีที่สุด” “ให้หารูปที่ตรงกับคำว่า…” กับ “ให้ออกแบบโลโก้(ตามที่โจทย์กำหนด)”

อันออกแบบโลโก้นี่เราชอบมากเลยนะ โจทย์ที่ได้ถ้าจำไม่ผิดจะบอกว่า “เพื่อนผมชื่อประยุทธ์ ออกแบบโลโก้ให้เขาหน่อย”

…หืม คิดว่าโลโก้เราจะเป็นรูปตาลุงชี้นิ้วหาคนดูงั้นเหรอ? ไม่ใช่หรอก 555

รอบที่สาม คราวนี้ไม่ใช่การติดต่อผ่านอินเตอร์เน็ตแล้ว แต่ไปเจอกับกรรมการกันตัวเป็นๆเลย อันนี้มารู้ภายหลังว่าตึกที่โครงการนัดไปสัมภาษณ์เป็นตึกที่มีStartup ที่เข้าร่วมโครงการได้เช่าที่ในตึก(เพื่อเปิดเป็นที่ทำงาน)ไว้อยู่ ตึกข้างในหรูมาก มีความเป็น IT office มาก

ตอนก่อนที่จะสัมภาษณ์ เขาจะให้นักศึกษานั่งรวมกันอยู่ที่ห้องใหญ่ แล้วเริ่มสัมภาษณ์ตามลำดับที่ได้จัดไว้ให้ค่ะ เมื่อถึงตาของเรา เขาก็จะพาให้ไปอีกห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็จะมีการกั้นคอกประมาณ5-6จุด แบ่งเป็นโซนของ Programmer บ้าง Designer บ้าง Product Owner ฯลฯ บ้าง  บรรยากาศตอนนั่งรอหน้าห้องนี่วุ่นวายมากเลยนะ มีเสียงหัวเราะจากโซนนู้นนี้บ้าง แต่พอถึงตาเราโดนเรียกเข้าไปนั่งในคอกเท่านั้นแหละ…

ต้องบอกก่อนว่า บรรยากาศในคอกจะคล้ายๆกับห้องสัมภาษณ์งานในหนังในละครที่จะมีผู้ใหญ่นั่งเรียงกันบนโต๊ะแล้วเรานั่งอยู่เก้าอี้กลางห้องเลยล่ะ ต่างกันตรงที่ ของเราก็โดนล้อมเหมือนกัน แต่ที่นั่งของเราห่างแค่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะ เรียกได้ว่า เหมือนโดนต้อนเข้า Iron Maiden ขนาด 3×3 เมตร ที่กรรมการทุกคนนั่งล้อมห่างจากเราแค่เมตรเดียว พร้อมถือหอกแหลมพร้อมจิ้มเราพร้อมๆกัน(ฮา)

แต่รอบนี้ก็ผ่านมาด้วยดี การสัมภาษณ์ก็จะออกแนวถามงานเก่าและมีคำถามปลายเปิดนิดหน่อย ในความคิดเราคือเหมือนกับเขาต้องการยืนยันตัวตนหรือสอบถามทัศนคติบางอย่าง

รอบที่สี่ (รอบสุดท้าย) คราวนี้แหละที่เหมือนฉากสัมภาษณ์ในละครของจริง คือเราเดินไปกลางห้องใหญ่ และมีตัวแทนบริษัทนั่งอยู่กับโต๊ะล้อมเราตรงกลาง

แต่คราวนี้คำถามพีคกว่า เพราะเขาให้เราเลือกว่า เราอยากไปฝึกงานกับที่ไหน

ถ้าเกิดว่าโชคดีเขารับเรา เราก็ได้ไปฝึกที่นั่น แต่ถ้าเราเลือกเขาแล้วเขาไม่เอา แย่สุดคือไม่เอากันหมด ก็กลับบ้านมือเปล่า

ของเราเดิมตั้งใจที่จะไปฝึกงานที่บริษัทสายดีไซน์แห่งหนึ่ง แต่พี่ที่บริษัทถามเรื่องการเดินทางจากบ้านมาที่ทำงานแล้วพบว่าไกลพอสมควร คุยกันไปคุยกันมาสุดท้ายจึงมาลงที่ Codeapp ด้วยเหตุผลว่าเป็นบริษัทที่อยู่ใกล้บ้านที่สุด

…ก็ โอเคค่ะ ถึงจะหวั่นๆก็เถอะว่าจะไหวมั้ย เพราะเท่าที่สังเกต ทางนี้จะออกแนว Dev จ๋าพอสมควรเลย แล้วสายดีไซน์ (เน้นวาดรูปด้วยนะ) อย่างเราจะรอดมั้ยน้า

หลังจากที่ได้ที่ฝึกงานแล้วก็คิดแบบนี้ปนไปกับความตื่นเต้นระหว่างฝึกงานล่ะ


#2 ช่วงไม่กี่วันก่อนจะเริ่มฝึกงาน

…ยังนั่งซีจีอยู่เลยค่ะ /ผิดมาก

ตอนก่อนจะเริ่มฝึกงาน จะมีเมลส่งมาจากที่บริษัทให้ไปแอดพี่ๆที่บริษัทและ join กลุ่มเด็กฝึกงานใน Facebook

อันนี้ไม่รู้ซวยหรือยังไง คือเรายังไม่ได้เมลจนใกล้จะฝึกงานแล้ว ดีที่ว่ารุ่นพี่ที่รู้จักทำงานอยู่ที่นั่นพอดี แกทักมาว่าทำไมยังไม่ได้เข้ากลุ่ม เลยได้ฝากแกไปบอกที่บริษัทให้ส่งเมลมาอีกรอบ นี่กำลังนึกอยู่ว่า ถ้าเกิดไม่มีคนรู้จักอยู่ในบริษัท เราจะติดต่อกับเขาได้มั้ยเนี่ย 555

นอกจากนี้ทางโครงการก็มีนัดรวมตัวเด็กฝึกงานให้มานั่งฟังอะไรร่วมกันซักหน่อย ในตอนนั้นมีเรื่องที่เราติดใจอยู่อย่างนึงคือ การตั้ง Short-term goal และ Long-term goal

Short-term goal เนี่ย คือการตั้งเป้าหมายในระยะที่เราสามารถเห็นได้ชัดเจน ทำได้ ตอบได้ ส่งได้แน่นอน ส่วน Long -term goal เป็นการตั้งเป้าหมายในอนาคต (เราเข้าใจเอาง่ายๆว่าความฝันสูงสุดของแต่ละคนในช่วงหนึ่งๆนั่นแหละ )

ยกตัวอย่างเช่น เราขับรถขึ้นเขาอยู่ เป้าหมายเราคือ เราจะไปพิชิตยอดเขาให้ได้ (อันนี้คือ Long-term goal) แต่ตอนนี้เราเพิ่งขับรถอยู่แถวๆตีนเขา เพิ่งเจอทางโค้งหักศอกโค้งแรก Short-term goal ที่เราตั้งได้ก็ไม่พ้นแค่สุดทางโค้งนั่นแหละ เพราะสุดทางโค้งนั้นคือจุดที่เรามองเห็นตรงหน้า เรายังไม่สามารถเห็นยอดเขาได้เลย


#3 ความประทับใจแรกในวันเริ่มฝึกงาน

ในบรรดาเด็กฝึกงานที่มาจาก Internship เราเป็นคนแรกที่มาทำก่อนเพื่อน (เราเริ่มทำวันจันทร์ ส่วนเพื่อนๆคนอื่นเริ่มตามมาวันพุธ) ช่วงวันที่นัดรวมตัวเราได้ถามรายละเอียดกับพี่ๆที่บริษัท แกบอกว่าเริ่มงาน 10 โมงเช้า

ไอ้เราก็ดีใจละ แหมนึกว่าจะต้องมาทำแบบราชการ ตอกบัตรเข้าทำงานแปดโมงไรงี้ ถ้า10โมงเราก็ตื่นสายได้แล้ว!

ปรากฎว่าวันแรกที่เข้าไปทำงาน เราไปเลทหน่อยประมาณสิบโมงสิบห้า ห้องทำงานยังมืด โล่ง ว่างเปล่า จะมีก็แต่รุ่นพี่ที่รู้จักกันที่ทำสหกิจนั่งทำงานของตัวเองอยู่(ฮา) กว่าพี่ๆทุกคนจะมารวมตัวกันได้ ก็สิบเอ็ดโมงกว่า วันนั้นมีลูกค้าจากข้างนอกมาด้วย สุดท้ายกว่าจะพร้อมหน้าก็เกือบๆเที่ยง

หลังจากนั้น พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไร ก็จะกลายเป็นประโยคติดปากช่วงฝึกงานไปพักหนึ่งว่า “10โมงแล้วไปไหน”

จริงๆแล้ววันแรกมีเรื่องชวนคิดเกิดขึ้นอีกอย่าง คือ ตอนที่นั่งเฉยๆรองานจากพี่ๆ ก็มีคำถามเกิดขึ้น 2 คำถามจากพี่ๆ

คำถามแรกคือ “ที่มาฝึกงานที่นี่ สนใจจะ Design อะไร”

…เอาแล้ว ปัญหาใหญ่แล้ว จริงๆที่มาที่นี่ก็คือเพื่อนค้นหาตัวเองเลยนะ จะตอบอะไรดีล่ะ? วาดรูปก็ไม่มีทาง ออกแบบอย่างอื่นที่เคยทำมาก็แค่ผิวเผิน พวกเว็บ Product แอป เกม ทำแต่แบบส่งอาจารย์ให้ได้คะแนนไปเท่านั้น

ตอนนั้นรุ่นพี่ที่ฝึกสหกิจก็พยายามตะล่อมให้ตอบเว็บ(เพราะแกทำเว็บอยู่ อยากได้คนช่วย) เราก็เอาวะ ทำเว็บค่ะพี่ หนูสนใจทำเว็บ

“งั้นไหนลองยกตัวอย่างเว็บที่คิดว่าออกแบบดีให้ฟังหน่อย”

…เอาแล้ววววว ไปกันใหญ่แล้วววว ตอนนั้นในหัวที่นึกออกก็มีแต่เว็บที่เข้าประจำ ไม่รู้ว่าออกแบบดีมั้ย จะตอบอะไรดี ตอนนั้นก็นั่งเงียบไม่เลย ไม่สามารถตอบได้ คิดว่า dead air นานพอสมควร จนพี่ที่ถามให้ข้อสรุปประมาณว่า “งั้นถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องนั้นจริงๆ อย่าฝืนทำสิ่งที่ไม่สนใจเด็ดขาด”

…ก็ถูกของพี่เขานะ เราไม่ได้สนใจเว็บจริงจังเลย 555

คำถามต่อมาเป็นคำถามของพี่CEOเจ้าของบริษัท ถามหลังจากที่เราออกแบบหน้า log in ระบบหลังบ้านของแอปนึงว่า “ปกติที่เธอออกแบบเนี่ย เธอออกแบบยังไง” (เนื่องจากคอมเมนต์ของแกต่องานชิ้นแรกของเราคือ ของแบบนี้ทำแปปเดียวก็เสร็จ จิ้มๆสีก็ได้แล้ว)(ทั้งๆที่ตอนเราทำเนี่ย แก้ตำแหน่ง แก้สีอยู่หลายรอบเลยค่ะ 555)

..เฮ้ย พูดเป็นเล่นไป คำถามแบบนี้ถามง่ายมาก และดูเหมือนตอบง่ายด้วยนะคุณ แต่ตอนที่เราตอบเนี่ย เราตอบไม่ตรงคำถามนะ ตอบไปประมาณว่า เอ้อเนี่ย เราก็ดูว่าโจทย์ที่ได้มาคืออะไรแล้วก็เริ่มคิดงาน เริ่มออกแบบ

ซึ่งคำตอบนี้ไม่ใช่ค่ะ อันนี้เราจำคำตอบไม่ได้จริงๆ หรือพี่เขาไม่ได้เฉลยก็ไม่รู้ แต่ช่วงที่ฝึกงานจะได้ยินประโยคนึงบ่อยๆคือ “ให้ลองคิดว่า ถ้าเราเป็นเขา เราจะอยากได้อะไร”

วันฝึกงานแรกๆของเราจึงไม่ใช่การเริ่มลงมือทำ แต่เป็นการตอบคำถามข้างต้นให้ได้ก่อนล่ะ

เอาล่ะ ประเด็นคือ ตอนนี้เราดูเขียนในแง่ดีมากเลยใช่มั้ย แต่ตัวเราเมื่อตอนอยู่ในเหตุการณ์เมื่อตอนเริ่มฝึกงานนั้นน่ะ เรารู้สึกว่ามันเป็น First Shock ที่มีผลกับเราตลอดการฝึกงานเลยล่ะ


 

ในส่วนของพาร์ทแรกก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน แต่มีสปอยล์พาร์ทถัดไป ด้วยรูปข้างล่างนี้ค่ะ !

02

กราฟอะไรหว่า? เกี่ยวอะไรกับช่วงที่ฝึกงาน? เดี๋ยวโพสต่อไปจะได้อธิบายเพิ่มเติมกันค่ะ!

เจอกันโพสถัดไปนะ!

003 | เรียนจบปีสองแล้วค่ะ!

ขอโชว์เคสซักโพสนึงค่ะ xD

วันนี้(23/05/16)เราเพิ่งเรียนจบปีสอง นับเอาจากวันที่เคลียร์โปรเจกต์ กิจกรรมและยื่นเอกสารเพิ่มเติมอะไรเรียบร้อยแล้วน่ะนะ นึกได้ว่าน่าจะเขียนบันทึกเก็บไว้หน่อยว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรลงไปบ้าง


ปี2 เทอม1

[1] เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานละครเวที เป็นหนึ่งในวิชาของส่วนกลาง ถึงจะไม่ได้ทำหน้าที่เด่นๆเช่นนักแสดงหรืออะไร (ไปช่วยเขายกของประกอบฉากเฉยๆ) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มีส่วนร่วม ที่สำคัญคือได้ดูงานระดับนศ.ที่ดีเกินคาดหลายกลุ่มหลายเรื่องมาก ประทับใจมากเลยล่ะ

หน้าที่หลักของเราคือคนวาดสตอรี่บอร์ดทั้งหมดกับสตอรี่บอร์ดทีเซอร์ เหตุผลก็เพราะเป็นคนเดียวที่วาดรูปได้(ฮา)

12189361_973838156021674_2806587898989787936_o

รูปสเก็ตช์ก่อนส่ง

[2] ได้เรียนวิชาสังคมศาสตร์และจิตวิทยาเป็นภาษาอังกฤษ… จริงๆคือเป็นวิชาเลือกที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง เนื้อหาไม่น่าเชื่อว่าเราที่เรียนคณะสายไอทีหน่อยๆจะได้สัมผัส สปีกอิงลิชมันทุกคาบเลยค่ะ สนุกดี ถึงจะพูดไม่รู้เรื่องและงานหนักมากเลยก็ตาม T T

[3] เจอวิชาภาค2ตัว discrete math กับ stat ของดิสครีตนี่หนักจริงๆ เอาจริงๆบางเรื่องเราก็ยังไม่เข้าใจเลย เพราะขี้เกียจอ่านเลยไม่รู้เรื่อง(ฮา) แต่ก็ยังเก็บชีทเก็บtextไว้เผื่อสักวันนึงจะได้ใช้

[4] วิชาเอก อย่าหาว่านินทาเลย หาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเถอะ 555

b84068

เนื้อหาอาจไม่ละเอียดแต่ก็พูดครอบคลุมพอสมควร แนะนำสำหรับผู้สนใจสายงานเกมส์นะคะ

[5] นอกจากนี้ช่วงเทอม1 ยังได้ลองแตะ unity กับ maya ดู ได้รถคันแรก(พังๆ)มาด้วย จริงๆมีไฟล์ที่ซ่อมแล้วแต่ขอลงรูปรถบุบคันแรกไว้เป็นที่ระลึกหน่อยก็แล้วกันXD

11958253_940448296027327_1647227189214026955_o

ปั้นครั้งแรกๆยังไม่ถนัดเรื่องselect จุดสักเท่าไหร่ งานพังแล้วพังอีกอยู่นั่นล่ะ

[6] ที่สำคัญ เทอม1เป็นช่วงที่ได้รับงานคอมมิชจากบุคคลทั่วไปจริงๆเป็นครั้งแรก เป็นอนิเมชั่นงานแต่งประกอบสไลด์โชว์ แต่ตอนนั้นด้วยความทะนงหรือขี้เกียจหรืออะไรก็ไม่รู้ ดันเรียกแพงแต่คุณภาพงานออกมาในระดับที่ตัวเองไม่พอใจ(คนจ้างก็น่าจะเช่นกัน) ถือเป็นบทเรียนว่าถึงคนจ้างจะไม่ใช่คนในสายงานเดียวกันก็ห้ามดูถูกเด็ดขาด เพราะนั่นก็เหมือนดูถูกตัวเองไปด้วย

และอีกอย่างคือ ได้ขายโดจินครั้งแรกในชีวิตด้วยยยย

ขายในงาน Aldnoah Zero Only ประมาณเดือนตุลาคม 2015

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ

ตอนนี้ก็ยังลงใน homu อยู่นะคะ ใครสนใจก็สั่งซื้อได้นะ T T

11222890_974008822671274_7879518707518698656_n

ไม่วายและไม่ลามกอนาจารแต่อย่างใด สนใจไปตามลิ้งค์นะคะ อิอิ >จิ้มเบย<


ปี2 เทอม2

[1] เจอวิชามหากาพย์แห่งการทำโปรเจกต์และมินิธีสีสแบบ so much ราชการ สอนเนื้อหาโบราณ โดยอาจารย์โบราณ เพื่อการทำงานแบบโบราณๆ อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะคะ ของแบบนี้เรียนน่ะโอเค แต่จำเป็นมั้ยที่ต้องจำหลักการล้านแปดไปออกสอบ ใจเย็นๆนะคุณ นี่ปี2016แล้ว เรียนไม่เหมือน20-30ปีที่แล้วนะคุณ

[2] เจอวิชาเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล ชื่อวิชาดูน่าสนใจ แต่สิ่งที่เรียนออกแนวITผสมช่างอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราเองก็ไม่เห็นประโยชน์อะไร(รู้ไปก็ไม่เสียหาย) คิดว่าอนาคตถ้าได้แตะพวก web programming อาจจะได้ใช้งานก็ได้(มั้ง)

[3] เจอวิชาเอกป้อน OpenGL ให้ เอาตรงๆเลยคือ …อยากเรียนปั้นโมเดล ไม่ใช่เรียนวิธีสร้างเบื้องหลังการปั้นโมเดลอะค่ะ ไอ้เรามันก็ไม่เก่งโค้ด แต่ก็พยายามถูไถมาได้ ทั้งนี้ต้องของคุณตัวเองที่เก็บสรุปแคลคูลัสตอนปี1ไว้ รวมถึงดิสครีตเมื่อเทอมที่แล้วด้วย มันได้ใช้จริงๆนะ 5555

เป็นวิชาที่… มิดเทอมสอบตกยกห้อง ยากจริงๆ

โปรเจกต์ไฟนอลของวิชานี้เลือก  hand modeling ไป จริงๆหวังใจจะใส่ texture ไปด้วย แต่คาบที่เรียนเรื่องนั้นมัวแต่ทำคอมมิชอยู่เลยไม่ได้เรียน สุดท้ายก็shading กากๆไป ลาก่อนจ้าคะแนน T T

13240672_1097222637016558_3892149140862469758_n

เวอร์ชั่นยังใส่แสงเงาไม่ครบ รักนะคะ OpenGL

[4] มีวิชาเอกอีกตัว เรียนสร้างมินิเกมใน construct2 ทั้งเทอมก็ไม่ได้อะไรเลยนอกจากได้เล่นโปรแกรม construct2 และเลียนแบบโปรเจกต์ที่เขาทำๆกันมาแล้ว (ฮา) ไม่อยากบ่นไปกว่านี้เลย แต่ก็เอาเถอะนะ

[5] มีวิชาบังคับของส่วนกลางอันนึง จริงๆแล้วโดยเนื้อหากับผู้สอนนับว่าเป็นวิชาที่โอเคมาก แต่การสั่งงานกลับไม่อิน หรือเรากับเพื่อนในกลุ่มเองที่ขี้เกียจ โฟกัสความตั้งใจไปที่อื่น (ซึ่งเอาจริงๆเทอมนี้ก็แทบไม่ได้ตั้งใจทำอะไรเกี่ยวกับวิชาเรียนเลย) งานที่ส่งก็เลยออกแนวทำชุ่ยๆส่งๆไป เกรดก็น่าจะส่งๆเหมือนกัน(ฮา)

[6] ได้รับคอมมิชจากผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง รับช่วงใกล้ไฟนอลซะด้วย แต่งานก็ผ่านมาได้ด้วยดี เป็นไปได้ก็อยากเอามาเผยแพร่เหมือนกัน เป็นงานที่ทำกันหลายคน แต่คนรวมและอนิเมทคือเราเอง

แต่เอาจริงๆความรู้สึกคือทำไปเลี่ยนไป …แต่อย่างว่า งานก็คืองาน ทำไปค่ะ 5555

[7] ได้แข่ง NSC ด้วยนะปีนี้ เป็นสนามแรกของช่วงมหาลัย ถึงจะไม่ได้เข้ารอบชิงแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำ แอบเสียดายหน่อยที่ไม่ได้ทำต่อจนเสร็จ

051b9035035517.56e75cc073341

รายละเอียดจัดหนักจัดเต็มอยู่ ที่นี่ นะ!


และปี2 ก็จบเพียงเท่านี้

หลังจากพ้นช่วงสอบและเคลียร์เอกสารเสร็จแล้ว ต่อไปก็เตรียมตัวฝึกงาน

การฝึกงานครั้งนี้ได้เรื่องจากการโดนรุ่นพี่ไซโคและดั้นด้นไปทำจนได้

ปิดเทอมแปปเดียวก็ต้องฝึกงานต่อแล้ว ถือเป็นการพักผ่อนจากช่วงเปิดเทอมและความวุ่นวายต่างๆที่ผ่านมาได้รึเปล่านะ

อาจจะได้เขียนบรรยายความรู้สึกในโพสต่อไปก็ได้ค่ะ

เจอกันอีกทีตอนเริ่มฝึกงานครั้งแรกในชีวิตนะ!

002 | สิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยาก และสิ่งที่เป็น

สมัยเป็นเด็กน้อย เรามักจะเจอคำถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”

ตอนนั้นด้วยความที่ยังไม่รู้ประสา ก็จะหยิบอาชีพคนใกล้ตัวหรือสิ่งที่ชอบทำมาตอบ เช่น เป็นครู (เพราะครูถาม) เป็นจิตรกร (ตอนนั้นไม่รู้จักคำว่า นักวาดการ์ตูน  ขอแค่เป็นคำที่สื่อว่าเราจะวาดรูปขายก็พอ) เพราะหนูชอบวาดรูป เป็นแบบนี้จนจบประถมได้มั้ง

.

พอขึ้นเป็นเด็กมัธยมต้น มีโอกาสได้เปิดโลกทัศน์ทางเทคโนโลยีมากขึ้น เริ่มชอบดูอนิเมะรายสัปดาห์ เริ่มชอบอ่านมังงะญี่ปุ่น (เรียกมังงะว่ามังงะ ไม่ใช่เหมาทุกอย่างเป็นการ์ตูนแล้ว) นอกจากนี้ พอได้ดูเรื่อง Happy Feet เข้า ก็เปลี่ยนคำตอบจากเมื่อตอนเด็กเป็น “อยากเป็นอนิเมเตอร์ เป็นนักสร้างอนิเมชั่นค่ะ”

..

จากนั้นเมื่อตอนเป็นเด็กมัธยมปลาย เมื่อได้เรียนสายวิทย์ ก็ดันค้นพบว่า ตัวเองชอบอะไรก็ตามที่เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์(แน่นอนว่าไม่นับพาร์ทคำนวณและการทำข้อสอบ 555)

ชอบเรียนเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมกับฟิสิกส์นิวเคลียร์มากๆ รวมถึงทฤษฎีต่างๆ เช่น แมวในกล่องของชโรดิงเจอร์, ไทม์ลีป, จักรวาล,  AI   เพราะอิทธิพลจากอนิเมที่ดู

ชอบองค์กร CERN NASA เพราะอิทธิพลจากอนิเมที่ดูเช่นกัน ทุกวันนี้ก็ตามข่าวระดับนึง แม้จะไม่ได้สันทัดอะไรมาก

ชอบพวกระบบกลไก ของจิ๋ว เครื่องจักร เครื่องยนต์ จนครูเคยถามว่า “ทำไมไม่เรียนวิศวะซะล่ะ”

และก็ยังคงชอบการวาดรูป การทำอนิเมชั่น ระหว่างเรียนม.ปลายก็เข้าแข่งขันงานสายกราฟฟิคที่ได้วาดรูปหรือออกแบบอะไรอยู่เป็นประจำ

แต่คราวนี้ไม่เหมือนม.ต้นแล้ว สิ่งที่ยังอยากเป็นคือ อยากทำงานสายกราฟฟิค ให้ดีก็งานสายอนิเมชั่น เพราะเรามาทางวาดรูป แต่คณะที่เราได้เป็นนักศึกษา กลับไม่ใช่คณะเพียวอาร์ต แต่เป็นลูกครึ่งวิทยากับศิลป์มากกว่า

ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดเมื่อตอนเข้ามหาลัย แต่ถ้าเอาสรุปง่ายๆก็คือตอนนี้แนวโน้มสิ่งที่จะได้เป็นกับสิ่งที่อยากเป็นได้ต่างกันไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

แต่ตอนนี้ก็ยังชอบอนิเมชั่น ชอบไซไฟ ชอบกลไก และสนใจในเรื่องต่างๆที่อาจสามารถพัฒนาเป็นสิ่งที่ชอบได้ในอนาคตนะ

…..

บางครั้งเราก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เราอยากเป็น กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้ บางอย่างก็ไม่สามารถทำให้เป็นอย่างเดียวกันด้วย ด้วยสภาวะแวดล้อม ปัจจัยทางสังคม สภาพครอบครัว ตรรกะบางประการที่เด็กวัยจบม.ปลายไร้ประสบการณ์ใช้ชีวิตบนโลกไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยเหตุผลบ้องตื้น(ในความคิดของเจ้าของตรรกะ)

เด็กม.ปลายผู้ไม่สามารถเป็นในสิ่งที่อยาก ต้องเดินหน้าต่อไป ปลอบใจว่า สิ่งที่อยาก อาจะเป็นแค่สิ่งที่ชอบก็ได้

เพราะแน่นอนว่า เราคงไม่สามารถเอาสิ่งที่ชอบ ทุกอย่างมากำหนดให้เราเป็นอะไรตามนั้นได้ เพราะใช่ว่าเราจะสามารถ expert ในสิ่งที่เราชอบทุกอย่าง

จริงๆ มันก็แค่ชอบแหละ แต่ถ้าให้เอาตัวลงไปทุ่มเท อาจจะได้มีปล่อยวางหรือถอดใจบ้าง เพราะเมื่อได้ทบทวนแล้ว จะพบว่าเกือบทั้งหมดของสิ่งที่ชอบนั้น เราไม่ได้อยากได้อยากเป็น(หรือที่ตรงที่สุดคือไม่มีปัญญาจะเป็น)ขนาดนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้แสนสวยอยู่ในป่าที่นายพรานล่าฝันอย่างเราปล่อยให้มันเติบโตอย่างสวยงาม ไม่เด็ดออกมาให้เสียของ

ไม่งั้นตอนนี้เราอาจจะได้เป็นนักศึกษาวิศวะนิวเคลียร์ หรือวิศวะเครื่องกล หรือวิศวอวกาศไปแล้ว แต่เพราะรู้ตัวว่า แค่ความชอบเฉยๆ คงได้โดนไทร์ออกมาตั้งแต่ครึ่งเทอมแรกแน่

ปล่อยให้ความชอบเป็นสิ่งสวยงามเมื่อรู้สึกตื่นเต้นที่ได้รับรู้ พบเห็น น่าจะดีกว่า

…..

หลังจากเป็นนักศึกษามาได้สักพัก ได้ศึกษาสายงานใหม่ การลองงาน และพบเห็นโลกที่ยิ่งเปิดกว้างเข้าไปใหญ่ ก็เลยคิดว่าไม่เป็นไรแล้ว อย่างน้อยก็ขอให้ตัวเองยังไม่ละทิ้งสิ่งที่ชอบทั้งในอดีต ปัจจุบัน และสิ่งที่อาจจะชอบเพิ่มเติมในอนาคต

อยากเป็นอนิเมเตอร์นะ แต่เป็นกราฟฟิคดีไซน์เนอร์สายอื่นก็ได้

เกมดีไซน์(ระบบเกม) กับ UI ดีไซน์ก็น่าสนใจนะ อยากลองศึกษาดู ไว้อนาคตจะได้เป็นคนออกแบบทั้งสองส่วนเลย

……

ถ้าสิ่งที่อยากสามารถเปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ชอบ หรือให้ดีเลยก็คือได้เป็นจริง ก็คงจะดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็”อยากจะเป็นอะไรก็ได้ เท่าที่สิ่งที่แวดล้อมของเราจะกำหนด ขอแค่ยังมีความชอบและความอยากอะไรสักอย่างในใจ”

ว่าแล้วก็ต้องเพิ่มแนวคิดข้างบนไว้ในสิ่งที่อยากแล้วล่ะ