013 | เมื่อไม่มีมือถือไว้เล่น Facebook

มือถือเราพังมาเดือนนึงแล้วค่ะ และเราไม่มีเงินซื้อเครื่องใหม่

 

….แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การมาโพสตัดพ้อเรื่องสภาพคล่องในกระเป๋าสตางค์หรือโพสรีวิวปนด่ามือถือเครื่องเดิมที่พังไปแล้วนะคะ(ฮา) แค่จะมาเล่าว่าช่วงเดือนที่ผ่านมา การไม่มีสมาร์ทโฟนดีๆที่ไถ news feed คล่องๆเนี่ยมันเป็นยังไง ซึ่งก็จะเล่าตามไลฟ์สไตล์ของเราเนอะ แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้ก็ยินดีมากเลยล่ะ

จริงๆเดือนนี้ว่าจะเขียนเรื่องฝึกงานภาคบังคับ(เราฝึกงานจบแล้วนะ!!) แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว เรื่องนี้เล่ามันส์กว่า แถมก็เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดตอนฝึกงานนี่แหละค่ะ แค่บังเอิญเกิดยาวจนถึงตอนที่เขียนนี้ด้วย T T


 

ก่อนที่เราจะทำมือถือพัง เราเป็นคนค่อนข้างติดโซเชียล ติดท่องอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย วันๆไม่ค่อยทำงานทำการอะไรเลยค่ะ โดยเฉพาะเจ้า Facebook เนี่ยตัวดีเลย ดังนั้นเราก็พยายามจะหักดิบตัวเอง แต่จะให้ออกห่างจากอินเตอร์เน็ตเลยนี่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเดี๋ยวนี้เวลาเราติดต่อกับใครก็อาศัย Facebook Messenger เป็นหลัก เราเลยตัดสินใจใช้ Chrome Extension ในคอมส่วนตัวที่ชื่อว่า Kill News Feed (ส่วนสาย Firefox เชิญทางนี้ได้เลย) ส่วนเรื่องแชท เนื่องจากเขาทำเว็บแยกสำหรับแชทอย่างเดียวมาให้ ก็ไปใช้ทางนั้นซะ ซึ่งแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วแชทจะสงบสุขไม่ค่อยมีผู้บ่าวคนใดทักมาเลยก็ตาม(ฮา)

Screen Shot 2560-08-02 at 1.52.36 PM
ขออนุญาตปิดข้อมูลทั้งหมดยกเว้นเพจตัวเอง ดูความไม่อัพเดตนั่นสิ….

เมื่อใช้แล้วจะเป็นอย่างที่เห็น คือมันจะล็อคเฉพาะ News Feed บนหน้าหลักค่ะ ฟีดของตัวเอง เพจ กลุ่ม เพื่อน ฯลฯ ยังเข้าได้ปกติ ยังมีแจ้งเตือน กล่องแชท กล่องคอมเมนต์ตอบกลับเหมือนเดิม แต่แค่นี้ก็ได้ผลมากๆแล้ว เพราะเราหนีFacebook ไปเล่นเว็บอื่นแทน(ฮา) 

เราใช้มาปีกว่าแล้ว รู้สึกว่าเล่นน้อยลงมาจริงๆนะ (แต่ก่อนเราเล่น Facebook เหมือนเล่น Twitter ) อย่างน้อยที่สุดก็จะเปิดมาเมื่ออยากโพสหรือแชร์อะไรจากเว็บข้างนอก

และเมื่อบนเว็บเล่นหักดิบซะแบบนี้ หนทางเดียวที่เราจะได้เล่นFacebook แบบรู้ข่าวสารบ้านเมืองหรือดราม่ากับเขาบ้าง ก็เหลือแต่บนมือถือ หรือคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น (เช่นเวลากลับไปเล่นคอมที่บ้าน) เลยกลายเป็นว่า บนฟีดส่วนตัวของเราจะมีลักษณะเป็นโพสที่แชร์เยอะๆๆติดกันภายในไม่กี่นาที จากนั้นก็จะหายไปไม่ต่ำกว่า 3-5ชั่วโมง (นานสุดที่เคยทำก็เกิน 1 วันนะ) จากนั้นถึงค่อยเจอโพสใหม่ ความถี่ในการโพสของเราจะน้อยลงตามพฤติกรรมการเล่นมือถือของเรานั่นเอง

แล้วข้อเสียของมันมีมั้ย มีแน่นอนค่ะ ถ้ามีนิสัยตามข่าวจากบน Facebook ไม่ค่อยดูข่าวหรือเข้าเว็บอื่นเองแบบเรา ก็จะพลาดทุกอย่าง ตามโลกไม่ค่อยทัน แน่นอนว่ารวมไปถึงโพสดีๆจากเพจดีๆ หรือคนที่เราfollow เพจความรู้ ฯลฯ หรือในกรณีเราที่เป็นนักศึกษาอยู่ ก็จะพลาดโพสข่าวสารหรือแจ้งเตือนจากทางมหาลัย หรือพี่บุคลากร เว้นซะว่าเพื่อนจะแชร์ลงกลุ่มจนมีแจ้งเตือน

แต่ของพวกนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เรื่องข่าวเราอาศัย Twitter เอา (ซึ่งน่าแปลกที่เราไม่ค่อยติด Twitter เท่านะ เหมือนเปิดไปเพื่อทวีตๆๆๆ แล้วจากไป เป็น user ที่ดูตรงกับคอนเซปต์เว็บเขายังไงก็ไม่รู้)(ฮา) ส่วนเรื่องธุระอะไรมีแชทมีมือถือก็คุยกันได้

 

…จนกระทั่งมือถือพังเนี่ยแหละ

 

เราเคยนั่งนึกเล่นๆเหมือนกันว่า ยุคสมัยนี้ถ้าคนขาดมือถือไปสักเครื่องมันจะตายมั้ย

เออ ไม่ตายหรอก แต่ลำบากเหลือเกิน โอ้ย ช่วยด้วยยยย

อาการพังของมือถือเราคือ เปิดเครื่องแล้วค้างที่โลโก้ นั่นหมายถึงเรายังเข้าถึงข้อมูลที่เก็บไว้โดยการต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ แต่เราจะใช้ App บนนั้นไม่ได้เลย แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึง Facebook ตัวเดียว ยังรวมไปถึงพวกที่ต้องใช้งานในฐานะ App มือถือเท่านั้นด้วย เช่นพวก Line Instagram กล้องถ่ายรูป และส่วนตัวของเราจะมีแอปบันทึกรายรับรายจ่ายเพิ่มมาอีก และที่สำคัญที่สุดคือ ฟังเพลงก็ไม่ได้ โทรหาใครก็ไม่ได้ คนอื่นโทรมาก็รับสายไม่ได้เลย T T

(ประเด็นฟังเพลงนี่สำคัญมาก เราฟังเพลงเหมือนคนติดยาเลย ขึ้นรถลงเรือยืนรอรถเมล์ฯลฯ เราต้องฟังตลอด ยุคนี้ก็ไม่ได้พกพวกเครื่องเล่น mp3 แล้วด้วย ว่าแล้วก็คิดถึงสมัยก่อน T T)

และนี่คือสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้เมื่อมือถือพังค่ะ (หมายเห็ด : เราใช้เครื่อง Android ล่ะ)

  1. โทรเข้าโทรออกไม่ได้(แน่นอน)(ฮา) – ครั้งนึงเราต้องเดินทางจากที่ฝึกงานกลับบ้าน แต่ไปแวะทำฟันก่อนโดยมีการนัดเวลากับคนที่บ้านไว้ แต่เมื่อถึงเวลาแล้วยังไม่เจอกัน จะโทรหาก็ไม่ได้ จะรอก็ไม่รู้ถึงเมื่อไหร่ โชคดีที่ตอนนั้นแบกคอมมาด้วย เลยต้องงัดมาต่อwifiที่ร้านแล้วโทรหากันผ่าน Facebook Messenger นี่แหละ
  2. เล่น Line ไม่ได้ – การเล่น Line บนPC นอกจากล็อคอินปกติบางทีต้องมีกรอกรหัสยืนยันตัวตนที่จะเด้งบนมือถือ แต่มือถือเราพังนี่หว่า เรื่องนี้อาจดูไม่สำคัญนะ แต่เอาจริงๆแล้วคนบ้านเรา(หรือคนรอบตัวเรา)ใช้ Line แทบจะเป็นหลักเลยทั้งเรื่องแชทและโทร เราที่ใช้ Facebook Messenger เป็นหลักนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยอยู่ อันนี้รวมไปถึงพวกการล็อคอินหรือยืนยันอะไรก็ตามที่มีการส่งรหัสทาง SMS ไม่แน่ใจว่าถ้าใช้ Macbook ที่ผูกกับ iPhone จะรอดมั้ย
  3. เล่น Instagram ไม่ได้ – ก็ในเว็บมันอ่านกับไลค์ได้อย่างเดียว โพสได้แค่ในมือถือนี่หว่า เราเป็นสายโพสอวดผลงานอ้ะ
  4. ถ่ายรูปไม่ได้ – อันนี้ค่อนข้างเป็นปัญหาจริงจัง เราไม่ใช่พวกชอบเซลฟี่ตัวเอง ไม่ได้ถ่ายรูปทุกวัน แต่ก็จะได้ใช้บ่อย เช่น ถ่ายรูปหลักฐานโอนเงิน ถ่ายรูปหนังสือ ของที่อยากได้ ป้ายราคาเก็บไว้ ถ่ายรูปวาดตัวเองลงคอม(แทนเครื่องแสกน) และเมื่อมือถือพัง เราแทบจะทำงานอะไรไม่ได้เลย โชคดีที่โน๊ตบุ๊คมีกล้องหน้า หรือวิ่งไปใช้บริการแสกนในมหาลัยได้ในตอนที่อยู่หอ
  5. เล่นเกมไม่ได้ – ฟังดูอนาจแต่เป็นเรื่องจริง เราติดเกมไอ้ประเภทที่มันต้องล็อคอินทุกวันน่ะค่ะ 555 ถามว่าเล่นในคอมได้มั้ย ก็ได้นะ มีโปรแกรมEmulator ช่วยเยอะแยะ Bluestack อะไรงี้ก็โหลดมาใช้ แค่เพราะเป็นเกมมือถือที่ปกติวิธีการเล่นจะใช้นิ้วสัมผัส การเล่นบนคอมจึงต่างกันมาก เป็นต้นเราติด Yume100 วิธีการเล่นคือต้องใช้นิ้วกดแล้วลากไปตามลูกบอลสีเพื่อทำลายและเก็บแต้มโจมตี แต่ในคอม เม้าส์ปกติไม่สามารถกดแล้วลากได้แบบในมือถือ หรือได้ก็ช้ามากเพราะการวางมือต่างกัน จำได้ว่าแรกๆเราถึงขั้นต้องใช้เม้าส์ปากกาช่วยเลย แต่หลังๆไม่ไหวเพราะโปรแกรม Emulator พวกนี้จะค่อนข้างกินทรัพยากรเครื่องค่ะ เลยยอมตัดใจพักเรื่องอีเวนท์ไป ล็อคอินเก็บไอเท็มก็พอ
  6. ใช้แอปอื่นๆไม่ได้ – เช่น Slack ที่เป็นแอปสำหรับแชทในที่ทำงาน พอดีช่วงนั้นเราฝึกงานอยู่ เมื่อไม่มีมือถือก็พลาดการแจ้งเตือนจากที่ฝึกงาน หรือจะโทรก็ไม่ได้ ตามเหตุผลข้างต้น

กลับมาที่ประเด็น Facebook ต่อ เดิมเราก็โพสเฉพาะตอนเล่นมือถืออย่างเดียวแล้ว นี่มือถือก็มาพังอีก กลายเป็นว่าช่วงแรกๆที่มือถือเราพังเราจะได้เล่น Facebook เฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ค่ะ คำว่าเล่นของเรานี้หมายถึงการได้เห็น news feed หรือการนั่งไถไทม์ไลน์ไปเรื่อยนะคะ ไม่นับการที่เราเจอเว็บอื่นที่ถูกใจแล้วกดแชร์ลง Facebook หรือนึกอยากโพสอะไรก็โพส(ฮา)

แล้วทำไมไม่เอา Kill News Feed ออกล่ะ? …ก็อย่างที่บอกว่าขนาดเลิกเล่น Facebook ได้ก็ยังไปสิงที่อื่นต่อ ถ้าเปิดก็คงอาการหนักกว่าเดิมแหงๆค่ะ 5555

สรุปคือช่วงนั้นนอกจากจะใช้ชีวิตปกติลำบากแล้ว ยังกลายเป็นพวกไม่ทันโลกไปกันใหญ่ เพราะเอาเข้าจริง”โลก”ใน Facebook กับเว็บโซเชียลอื่นๆนี่ยังไงก็ไม่เหมือนกันอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียนะ ข้อดีก็มีเหมือนกัน

ช่วงที่ไม่มีมือถือนี้เป็นช่วงที่สงบสุขมากค่ะ ไม่มีเสียงแจ้งเตือนตอนที่นั่งทำงานเครียดๆ(แต่มี pop-upเด้งบนคอม) ไม่มีเสียงนาฬิกาปลุก ไม่มีเสียงโทรเข้า(เพราะเขาโทรหาไม่ได้) ใช้ชีวิตมีความสุขมาก ของเราขาดอย่างเดียว ถ้ายังเก็บเครื่องเล่น mp3 ไว้จะยิ่งมีความสุขกว่านี้

ปกติเราจะเล่นมือถือจริงจังช่วงตื่นนอน ช่วงเดินทาง และก่อนนอนค่ะ พอมือถือพัง ตอนเช้าก็ไม่มีอะไรเล่นแล้ว รู้สึกช่วงเช้าจะว่างขึ้นมาหน่อยนึง ส่วนช่วงเดินทางก็ได้โอกาสเอาหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่านไปอ่านบนรถหรือตอนยืนรอรถนั่นแหละ 2สัปดาห์ที่เราไม่แตะมือถือ เราอ่านหนังสือจบไป 5 เล่มแน่ะ ทั้งๆที่อ่านเฉพาะตอนเดินทางหรือรอรถนะ รู้สึกเหมือนได้พักสายตาในระดับนึงด้วย เพราะปกติตาเราจะสลับอยู่ระหว่างจอคอมกับจอมือถือ แต่หลังๆสลับกับกระดาษแทน

 

โดยรวมแล้วเป็นช่วงที่ลำบากแต่ก็เหมือนได้พักผ่อนค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราพอใจจะไม่ใช้มือถือตลอดไปนะ อย่างน้อยก็ขอโทรเข้าออกกับมีกล้องชัดๆบ้างเถอะ นี่ขนาดไม่ค่อยใช้มือถือเป็นการเป็นงานมากนะ ถ้าคนวัยทำงานที่ฝากทุกอย่างไว้กับมือถือน่าจะลำบากน่าดูเลย


 

ณ ตอนที่เขียนโพสนี้ เราก็ยังไม่มีมือถือใหม่ค่ะ(ฮา) แต่ใช้มือถือสำรองแทน เป็นมือถือฟรีที่ได้จากการซื้อเบอร์ของคนที่บ้าน สเปคอ่อนแอและช้ามาก ใช้ได้แค่ Line Facebook Messenger ส่วนอย่างอื่นยังอาศัยบนเว็บอยู่ กล้องก็ไม่ชัด แต่อย่างน้อยที่สุดเลยก็ยังพอโทรเข้าออก รับSMS และใส่SD Card ไว้ฟังเพลงได้(ฟังเพลงได้ก็ดีใจแล้ว) และด้วยความที่สเปคเครื่องมันอ่อนแอนี่แหละ เปิด Facebook เฉยๆยังค้างเลย สรุปก็คือช่วงนี้ถ้าไม่นับคอมที่บ้านก็ยังเล่น Facebook ไม่ได้อยู่ดี

 

สุดท้ายนี้ก็หวังว่าเราจะได้เล่น Facebook ไวๆ

แต่หลังๆมานี้ด้วยความที่ไม่ค่อยได้เล่น เหมือนจะเริ่มชินกับนิสัย “ไม่ค่อยเล่น Facebook” ซะแล้วสิ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านถึงตรงนี้ และเจอกันโพสหน้าค่ะ! เมื่อไหร่จะได้ทุบไหรีวิวอนิเมซะทีนะ 5555

 

ปล. ว่าแล้วก็เปิดเฟซบุ๊ค ก๊อปลิ้งค์นี้ แล้วเอาไปโพสดีกว่า

Advertisements

012 | ถึงตัวเราในอีก 1 ปีข้างหน้า

เมื่อปีที่แล้วได้บังเอิญเห็นบล๊อคของคุณ Anontawong’s Musing เกี่ยวกับเว็บ http://www.futureme.org ที่ใช้ส่งจดหมายหาตัวเองในอนาคตค่ะ

ตอนนั้นพออ่านบล๊อคของพี่เค้าจบปุ๊บ ก็เลยลองเขียนจดหมายส่งไป แต่ถามว่าจำได้มั้ย ไม่นะ จำไม่ได้เลย เพิ่งมารู้ตัวเอาตอนเมื่อวานที่กำลังจะโหนรถเมล์กลับหอ ชื่อจดหมายจ่ามาเลย “ถึง(ชื่อเรา)ในอีก 1 ปีข้างหน้า” สงสัยเมื่อปีที่แล้วเวลานั้นคงนั่งหน้าคอมลงมือเขียนแล้ว 1ปีต่อมาเรายังไม่ถึงหอเลยจ้ะ 555

พออ่านแล้วรู้สึกว่า เออ 1 ปีเนี่ยมันมีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะจริงๆนะ รวมถึงตัวเราเองด้วยแหละ แต่อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นดี เราจำบรรยากาศและความรู้สึกที่เขียนเมื่อปีที่แล้วได้อยู่นะ จดหมายที่เขียนมานี้ถึงได้มีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเราตอนนั้น ทั้งสภาพความเป็นอยู่ หรือกระทั่งอนิเมะที่กำลังตามอยู่(ฮา)

เนื่องจากจดหมายที่ส่งมาสั่งให้เอาข้อความไปลงบล๊อคด้วย โพสนี้จึงได้เกิดขึ้นค่ะ

อันดับแรก ขอแปะจดหมายที่เราเมื่อปีที่แล้วส่งมาตรงนี้ก่อน (แต่เป็นเวอร์ชั่นตัดเนื้อหาส่วนตัวบางอย่างออกไปแล้วนะ เขิล ไม่กล้าลงทั้งหมด)(ฮา) จะค่อนข้างยาวสักหน่อยนะ


 

จดหมายจากวันที่ 20 กค 59 ที่แกพิมพ์ไว้ใน futureme.org

ถึงตัวเราในอีก1ปีข้างหน้า
ผ่านไป1ปีน่าจะลืมไปแล้วแน่ๆว่าปีที่แล้วแกได้มาเขียนอะไรไว้ในเว็บ futureme.org

เป็นยังไงบ้าง ชีวิตตอนนี้ ปี3ขึ้นปี4 สินะ เราจะไม่ถามนะว่า1ปีข้างหน้าแกพัฒนายังไงบ้าง เราหวังว่าแกจะมีความสุขดี
แต่ถามหน่อยละกัน ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของตัวเองรึยัง จำสิ่งที่แกตั้งเป้าไว้เมื่อตอนฝึกงานปีที่แล้วได้มั้ย
เชื่อว่าแกน่าจะจำได้แม่นเลยล่ะ เพราะเป็นการฝึกงานที่เปิดโลกทัศน์ใหม่เลยใช่มั้ยล่ะ อ๊ะ ไม่ร้องไห้อีกนะ 1ปีผ่านไปต้องโตขึ้นนะ

ก่อนอื่นขอเล่าก่อนว่าตอนที่เรากำลังเขียนจดหมาย (20 กค 58)นี้เป็นไงบ้าง
ตอนนี้เราฝึกงานอยู่ที่บ้าน เป็นช่วงก่อนเปิดเทอม ตอนนี้กำลังเริ่มเคลียร์บ้าน ในหัวยังมีแปลนรีโนเวตบ้านอยู่ เหลือแต่เงิน ไม่รู้ว่าแกมีเงินเพิ่มจากตอนนี้รึเปล่านะ 555
ค่าเทอมเทอมนี้แกต้องเอาเงินเก็บตัวเองจ่ายไปก่อน และเราตั้งเป้าไว้ว่าต้องหาเงินมาโปะค่าให้เท่าเดิมให้ได้
ตอนที่เขียนนี้เหลือเวลาฝึกงานอีกแค่ 7-8 วันแล้ว เรายังคงคิดลบว่า เรายังไม่ได้สร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แต่เมื่อวานได้ยินประโยคจากพี่ที่ฝึกงานว่าเริ่มจากเบสิกให้แม่นก่อน ไม่ต้องรีบก็ได้ ทำให้ถูกและทำซ้ำๆให้แม่นก่อน แล้วมันจะไปไวเองเราประทับใจประโยคนี้มาก ตอนนี้ก็นั่งอ่านเบสิคไป แต่ทุกวันนี้กลับบ้านมาก็มานั่งเล่นเฟส ดูหนังดูอนิเม สักพักก็มูฟไปที่เตียง และหลับคาเตียง ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี
มีความรู้สึกอยากแก้อาการพูดติดอ่างมากเลย ถ้าเลิกพูดติดอ่างได้จะพูดรู้เรื่องมากกว่านี้
สิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ตอนนี้คือ เราว่าอยากจะไปลองสายอิลัสอย่างจริงจังดู ไม่เล่นแล้ว หรือถ้างานออกแบบก็ไม่น่าใช่ UX/UI หรือดีไซน์ข้อมูลแล้ว
สิ่งที่แกคิดอยู่คือ ถ้ารู้ไม่จริง อย่าพูด
ตอนปลายเดือน มิย ออกกำลังกายตามแอปทุกวันเลย นี่เว้นมาจะครบเดือนละ ยังไม่ได้เริ่มใหม่เลย 1ปีข้างหน้าเป็นไงบ้าง ตัวผอมลงมั้ย 
อนิเมที่แกติดตอนนี้คือ
Arslan Senki
ซีสอง ตอนนี้ฉายได้ 3ตอนแล้ว ปีหน้าซีสามมารึยัง เอตวลตายมั้ย T T
Kuromokuro
ตอนนี้ฉายได้ 15ตอน แกติดมากขนาดดู RAW เลย เป็นไง อนิเมหุ่นเรื่องแรกของ PA Work จบได้ดีเหมือนตอนเริ่มมั้ย
91 Days
เพิ่งได้ดู2ตอน สนุกชิบหายขนาดอ่านซับไม่ค่อยรู้เรื่อง
ReLIFE
ตอนดูเขาปล่อยทีเดียว 13ตอน แล้วไปตามอ่านสแกนต่อ สรุปคุณพระเอกนางเอกเขาเป็นไงบ้าง เขาจะข้ามกำแพงได้มั้ยอะ 

คร่าวๆก็ประมาณนี้ 1ปีข้างหน้าเป็นไงบ้าง
ต่อไปจะเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่าแกใน1ปีข้างหน้าจะเป็น ไม่ต้องเครียดนะ เราแค่ลองนึกดูว่าเราจะเป็นไงในอนาคต แกก็รู้ว่าแกเป็นคนคิดมากขนาดไหนใช่มั้ยล่ะ 555
แกน่าจะรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่แกถนัดและยึดเป็นอาชีพจริงๆคืออะไร ให้เดาก็คงสายอิลัสนั่นแหละ
แกน่าจะพูดเก่งขึ้นกว่าตอนปีที่แล้วนี้ แน่นอนว่ากล้าพูดบนเวทีกล้าออกความเห็นด้วย แต่อาจจะยังติดอ่างเหมือนเดิม แต่ก็นั่นแหละ คิดว่ามั่นใจขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
คิดโปรเจกต์จบได้แล้วสินะ
โสดเหมือนเดิมล่ะสิ นกตลอดกาลและนกตลอดไป 555555
เก็บเงินพอสำหรับทำฟันแล้ว และเก็บสำหรับ กรอ ได้พอควรแล้ว
แกมีความสุขดี เพื่อนมัธยมและมหาลัยมีความสุขดี ไม่มีดราม่าอะไร
แกไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้า
แกมีความเป็น Introvert น้อยลง
พูดอ่านเขียนญี่ปุ่นได้บ้างแล้ว อังกฤษก็เก่งขึ้นด้วย!
แกเปลี่ยนชื่อเฟสเป็นชื่อจริงแล้ว เพราะอายชื่อเดิมเหลือเกินเวลาผู้ใหญ่มาเห็น

ก็ประมาณนี้ เอาจริงๆเราหวังแค่ว่าแกในอีก 1 ปีข้างหน้าจะมีความสุข เราเชื่อว่าแกพยายาม อู้บ้างนิดหน่อยตามประสา ถ้าท้อแท้ก็ให้นึกถึงเรา(เมื่อปีที่แล้ว) แกโตขึ้นแล้วจริงๆนะ แต่อาจจะโตช้าหน่อย เชื่อเราสิ เราคือแกนะ
แคปจดหมายนี้และเขียนตอบบนบล๊อคด้วย ปีหน้าก็เขียนจดหมายแนวนี้ส่งให้ตัวแกในปีหน้าๆอีกนะ

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็สู้ๆ แกทำได้ เราเชื่อมั่นในตัวแก
รักมาก ลดความอ้วนด้วยนะ

จากแกเมื่อปี 59


 

….เดี๋ยวนะ Arslan Senki กับ ReLIFE นี่ 1 ปีแล้วเรอะ แล้วไอ้ลดความอ้วนด้วยนะนั่นมันอะไรกันน่ะ หืม

พอเราอ่านจบแล้ว สิ่งที่คิดเป็นอย่างแรกคือ นี่ผ่านมาปีนึงแล้วเหรอเนี่ย ไวอย่างกับโกหกแน่ะ!

พอกลับมาถึงหอแล้วเราก็รีบเขียนตอบเลยค่ะ ความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนสมัยมัธยมที่มี pen pal เลยล่ะ แน่นอนว่าเขียนจดหมายของปีถัดไปส่งไปแล้วด้วย

ตอบกลับก็ขอตัดเนื้อหาส่วนตัวเช่นเคยจ้ะ เขิล 555


 

ตอบกลับจดหมายจากวันที่ 20 กค 59 ที่เราพิมพ์ไว้ใน futureme.org

ถึงตัวเราเมื่อ 1 ปีที่แล้ว

เราลืมจริงๆแหละว่าเคยเขียนจดหมาย 5555 

เราอ่านจดหมายจบแล้วนะ ขอบใจมาก เรารักแกนะเว้ย พูดแล้วอาจจะฟังดูน่ากลัว คือหมายถึงเรารู้สึกรักตัวเองน่ะ(ฮา)

ตอนนี้ปี3ขึ้นปี4จ้ะ ผ่านฝึกงานภาคบังคับมาจะครบ2เดือนแล้ว เดี๋ยวต่อไปก็ต้องเตรียมตัวย้ายหอไปฝึกสหกิจต่อนะ แอบตื่นเต้นว่าจะเป็นเหมือนปีก่อนมั้ย

ตอนที่เมลนี้ส่งมารู้สึกจะเป็นประมาณทุ่มกว่านะ เราจำไม่ได้แล้วว่าตอนส่งนี่ส่งกี่โมง แต่ต่อไปถ้าส่งดึกอาจจะขอนอนก่อนจ้ะ เพราะตอนที่เขียนนี้(19 กค 60) ก็เพิ่งกลับจากที่ฝึกงาน ออกกำลังกายมาล่ะ

ตอบคำถามของแกจากเมื่อปีที่แล้วก่อนนะ ไล่ทีละข้อเลย

– ตัวตนที่แท้จริงนี่ไม่แน่ใจ แต่งานที่อยากทำเนี่ยพบแล้วล่ะ ต้องขอบคุณที่ฝึกงานตอนนี้ด้วยนะที่ให้โอกาสเราได้ใช้คีย์โปรแกรมที่แพงแสนแพงอย่าง Spine แต่หลังจากคืนคีย์แล้วอาจจะได้ไปพึ่งใบบุญ Dragonbone แทน(ฮา)

ทั้งนี้1ปีข้างหน้าอาจจะเปลี่ยนก็ได้

– ประโยคที่ว่า “เริ่มจากเบสิคก่อน” เนี่ย จำขึ้นใจจนวันนี้เลย และแน่นอนว่าตอนนี้กำลังเรียนดรออิ้งด้วยนะ เรียนจากเบสิคนี่ล่ะเพราะถ้าเบสิคยังไม่ได้ ของยากก็ไม่น่าไหว

ส่วนเรื่องไม่ productive นั้น มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะแกใช้เวลาในการทำชิ้นอันที่ว่าในการดูหนังดูอนิเม ซึ่งถามว่าผิดมั้ย ก็ไม่ ธรรมดานะถ้าแกอยากจะพักผ่อน หนีความเหนื่อยล้า ความเครียด ช่วง1ปีที่ผ่านมานี้เราก็เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้งจนส่งผลต่อเกรดด้วย แต่แล้วไง เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะ อย่างน้อยดูหนังดูอนิเมก็สนุกใช่มั้ยล่ะ

– อาการพูดติดอ่างหายยากมากจ้ะ ตอนก่อนฝึกงานแกเคยไปหาหมอจิตในมอนะ หมอบอกว่าห้ามจับผิดตัวเอง ไม่จับผิดตัวเองแล้วจะพูดคล่องขึ้น ก็จริงนะแต่ไม่ทั้งหมด ทุกวันนี้ปล่อยวางบ้างแล้วก็ยังติดอ่างอยู่ดี แต่ไม่เป็นไร สื่อสารได้ก็พอแล้ว 

– ส่วนเรื่องการพูดบนเวที เอาจริงๆก็ตายสนิทเหมือนเดิมนะ แต่ตอนไปสัมภาษณ์ฝึกงานเคยมีคนบอกเราว่าบุคลิกเราค่อนข้างกล้า แสดงว่าภาพลักษณ์เราดูกล้าพูดมากขึ้นนะ ยินดีด้วย!

– แกเข็ดกับงานดีไซน์ข้อมูลไปเลยล่ะ 555 ตอนนี้เรามาสายอนิเมทคาแรกเตอร์เกมแล้วนะ ขอบคุณวิชาเกมออนไลน์ด้วยนะ

– นอกจาก “ไม่รู้จริง อย่าพูด” แล้ว คงต้องมีเพิ่มอีกว่า “ไม่พูด เดี๋ยวบิน” ด้วยนะ แกรู้มั้ยเราเกือบโดนฟ้องอาญาเพราะผิดพรบ.คอม แล้วด้วยล่ะ 555

– ตอนนี้เราก็เริ่มออกกำลังช่วงฝึกงานเหมือนเดิมนะ แต่โชคดีที่คอนโดที่ฝึกงานมีฟิตเนส เราวิ่งมาได้เดือนกว่า รู้สึกเหมือนเป็น routine แล้วล่ะ บางทีมีบ่นว่าไม่ได้ออกกำลังอีกแล้วเหรอ(แต่พอออกก็บ่นว่าเหนื่อยชิบหายเลยโว้ยหรือต้องกินเยอะๆก็เริ่มคิดมากว่า แป้งอีกแล้วเหรอ 

– ตอบเรื่องอนิเมทั้งหลายจ้ะ

Arslan senki ยังไม่มีซีสามนะ และเราก็รอดูอยู่ ส่วน Kuromukuro จบผิดหวังมากเลย 5555

91 Days สนุกแต่พล็อตหนักโคตร ให้สัก 9/10 นะ แต่เอาจริงๆ 1 ปีผ่านมานี้ถ้าไม่ได้อ่านเมลนี้คงลืมไปแล้วล่ะ

ReLIFE กำลังมาถึงช่วงท้ายเรื่องแล้วนะ ใกล้จบม.6กันแล้วล่ะ กำแพงที่กั้นไว้ค่อยๆถูกพัง แต่เหมือนเจ้าตัวเองที่ยังไม่กล้าข้ามไปด้วยเหตุผลต่างๆ

– โสดเหมือนเดิม ใช่ ซื้อหวยก็รวยแล้วล่ะ 555

– เงินเก็บหมุนอยู่เรื่อยๆ เอาไปซื้อของที่อยากได้บ้าง หมุนรายเดือนบ้าง เงินเก็บไม่ค่อยเพิ่มจากปีที่แล้วเท่าไหร่นะ น้อยลงด้วย (แง้)

– เปลี่ยนชื่อเฟสแล้วจ้ะ เหตุผลตามที่ว่านั่นแหละ และเพื่อเป็นทางการด้วย แต่ยังแชร์ข่าวอนิเมะหรือโพสเรื่อยเปื่อยเหมือนเดิมนะ

– แกไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าเว้ย แต่แกชอบจับผิดตัวเอง แกเลยเครียดไง

– โปรเจกต์จบโดนบังคับสหกิจนะ จริงๆเราอยากทำเกม

– พูดอ่านเขียนญี่ปุ่นได้บ้างเพราะได้เรียนไปบ้างแล้ว อาจารย์สอนดีเนอะ

ก็ประมาณนี้ ขอบใจมากนะที่ส่งมา ส่วนภาพรวมตอนนี้เป็นไงจะขอเขียนบอกพร้อมกับจดหมายถึงปีหน้าแล้วกัน

เป็นอย่างที่แกบอก มีหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เราว่าเราอาจจะโตช้าอย่างที่แกว่านั่นแหละ แต่ตอนนี้เรามีความสุขดีจ้ะ 

รักแกเหมือนกัน ประสบการณ์ในตอนนั้นเป็นสิ่งที่ดีและชวนคิดถึงในตอนนี้นะ ขอบใจมาก

จากตัวแกในปี60

 

.

.

.

ปลรู้สึกว่าผอมลงนิดนึงนะแต่น้ำหนักเท่าเดิม 55555

 

 

010 | เรียนจบปีสามแล้วค่ะ!

ไม่ได้เขียนบล๊อคนานเลยค่ะ รู้ตัวอีกทีก็จบปี 3 แล้ว

ลองกลับไปอ่านของเมื่อตอนปี2 แล้วเทียบกับตัวเองตอนนี้ คิดว่ามีอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ

แน่นอนว่าวันนี้ (30/05/16) ก็ถือเป็นฤกษ์ดี(?) เช่นเคยค่ะ เพราะเคลียร์ทั้งเรื่องโปรเจกต์ เรื่องสอบ เรื่องเอกสารเพิ่มเติมอีกหลายๆอย่างเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญก็เป็นวันสุดท้ายของปี3 จริงๆ เพราะวันต่อไปก็จะเข้าสู่ช่วงฝึกงานซัมเมอร์อย่างเป็นทางการแล้วล่ะ

ปีสามนี้เป็นปีที่เกิดเรื่องขึ้นเยอะมาก ทั้งที่ดี ไม่ดี ที่ตัวเราทำเองหรือประสบกับตัว แต่ธีมของปีนี้คงจะเป็น “ปีแห่งอารมณ์” เพราะเป็นปีที่ได้สัมผัสอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลาย ต่างจากปีที่ผ่านมาเยอะเลยค่ะ

เพราะโพสนี้เขียนด้วยอารมณ์ อาจจะยาวกว่าเมื่อของปีก่อนมากๆ แต่ก็ขอเขียนไว้เพื่อแชร์ประสบการณ์นะคะ


ปี3 เทอม 1 

[1] ปี 3 เป็นปีที่จะไม่ค่อยได้เรียนวิชาบังคับส่วนกลาง(GEN) ของมหาลัยแล้ว แต่ก็เหลือตัวนึงอยู่ ซึ่งหลังจากเรียนวิชานี้ไปแล้วก็พบว่าเราชอบมากเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะเพิ่งอินมาจากเมื่อตอนฝึกงานหรือยังไงก็ไม่รู้ 555

ชื่อของวิชานี้คือ Modern Management and Leadership เป็นวิชาที่ว่าด้วยการบริหารจัดการโครงการ ในคลาสหลังจากเรียนไปประมาณ 2-3 week จะมีแยก sec ใหม่ตามหัวข้อที่นศ.สนใจ sec ที่เราเลือกไปคือ Entreprenour หรือถ้าให้ตั้งชื่อเล่นก็คือ มินิสตาร์ทอัพ นั่นเอง! (มีการคิดไอเดีย วางแผนการตลาด เอามาขึ้นเวที pitch ขายของ ประมาณนี้)

ที่สำคัญที่สุดคือ เป็นครั้งแรกที่ทำงานกับเพื่อนต่างภาคแบบคนเดียว คนเดียวเน้นๆไม่มีเพื่อนจากภาคเดียวกันมาแจมเลย ในขณะที่ในกลุ่มจะมีพี่ปี 4 กับเพื่อนวิศวะค่ะ แปลกดีนะ ตอนแรกดูเหมือนจะเข้ากันไม่ได้เลย แต่พอทำงานกันไปแล้ว เออสนุกดีนะ เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ทำงาน(ในวิชาเรียน)กับเพื่อนชั้นปีเดียวกันหรือกับรุ่นพี่

ปล. มีปัญหานิดหน่อยตอนที่เผยแพร่งานแล้วเข้าใจผิดว่าตัวเองโดนด่าเลยรีบๆลบแล้วไปนั่งจิตตก บ้ามากตอนนั้น ถ้าย้อนเวลาไปได้คงไปนั่งเขย่าตัวบอก หนูลูกกกก หนูต้องใจเย็นนะ 5555

ส่วนนี่คือวีดีโอตัวงานที่เอาไป เปิดก่อนเริ่ม pitch ล่ะ! (โลโก้นี่มาจากฉันทามติของเพื่อนๆแล้ว)(ฮา)

[2] มี GEN อีกตัวที่ลงไปเพื่อเก็บวิชาบังคับ ตัวนี้ได้ชื่อว่า GEN มารยาท …ก็ ความรู้สึกก็คือ เหมือนได้กลับไปเรียนมัธยมใหม่ อ.อย่างเฮี้ยวเลย 555

จริงๆจุดประสงค์ที่เลือกเรียนคือจะฝึกพัฒนาทักษะในการพูด (อยากแก้อาการติดอ่างของตัวเอง) แต่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็เรียนๆสอบๆไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

[3] ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาเสรีด้วย ตอนนี้ก็อ่านฮิรางานะคล่องแล้ว ส่วนคาตางานะยังถูไถ อย่างน้อยก็พอท่องเว็บญี่ปุ่นรู้เรื่องบ้างแล้ว(ฮา)

[4] ได้เขียนเกมจริงๆแล้ว!

Screen Shot 2560-05-30 at 2.07.15 PM
เกม2D เมื่อตอนส่งงานไฟนอล

ได้แตะ Unity เป็นครั้งแรก หลังจากปีที่ผ่านมาได้แต่วาด asset ส่งให้คนอื่นไปทำค่ะ หลังจากที่รู้สึกว่า”เกลียดโค้ด”มานาน พอได้โดนบังคับเขียนโค้ดรัวๆ รวมทั้งการทำงานสนองนี๊ดตัวเอง(ซึ่งก็ต้องไปค้นคว้าโค้ดเพิ่มเติมเอง)(ทำตัวเองทั้งนั้น)(ฮา) ก็เลยกลายเป็นว่า ความรู้สึกที่ไม่ชอบเขียนโค้ดก็ค่อยๆหายไป แต่ถ้าถามว่า เขียนเก่งขึ้นมั้ย อันนี้ต้องยอมรับกันตรงๆเลยว่าไม่ค่ะ ทุกวันนี้สิ่งที่ทำได้คือลอกโค้ดเขาก่อน แล้วค่อยเอามาเขียนต่อเท่าที่ทำได้เอง

แต่ไม่ได้วาดรูปประกอบเกมมานานแล้วค่ะ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะ

[5] เป็นครั้งแรกที่ได้ “วอร์” อย่างเป็นทางการ

จริงๆแล้วเราเป็นคนที่ค่อนข้างรักสงบเลยล่ะ แต่ด้วยความที่ว่า ตอนเรียนเจออาจารย์ที่ นักศึกษาด้วยกันเองเห็นพ้องต้องกันว่า “ไม่โอเค” เราเลยต้องรวมหัวกับเพื่อนเพื่อไปเสนอว่า เราไม่โอเคนะ ซึ่งนี่แหละ คือการ “วอร์” ครั้งแรก ผลการวอร์นั้นไม่แน่ใจว่าจะเรียกแพ้ชนะ หรือหายสาปสูญไปดี(ฮา) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าเรากับเพื่อนๆได้ลุกออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับอะไรที่… ถ้าพูดตรงๆก็คือเสียผลประโยชน์แหละ

แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าต่อหน้ายิ้มสดใสแล้วลับหลังไปโพสด่ากันบน facebook หรือ social network อื่นๆนะ!


ปี 3 เทอม 2 

เป็นช่วงที่ต้องบอกว่า “พีคมาก พีคในพีค พีคกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” พีคทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องความรู้สึกและอีกหลายๆเรื่องเลย

[1] เปิดกันด้วยเรื่องเรียนก่อน เทอมนี้ไม่มีวิชาส่วนกลางแล้ว เรียนแต่วิชาภาคเต็มๆ ซึ่งวิชาใหญ่ๆนอกจากวิชาภาคที่เราจะโดนกันเทอมนี้ก็คือเรื่องการเสนอหัวข้อโปรเจคจบ และหาที่ฝึกงาน สำหรับเรานั้นไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ยกเว้นก็ต้องเงื่อนไขการฝึกงานแบบสหกิจซึ่งมีผลต่อหัวข้อ อันนี้ถ้าให้เล่ารายละเอียดคงยาวมากแน่ๆแต่ตอนนี้ก็เสียวสันหลังรอกันไว้ก่อน

ส่วนของวิชาเอกนั้น เทอมนี้ที่พีคสุดคือการได้เรียนเกมออนไลน์ และ Unreal Engine ไปพร้อมๆกัน

สำหรับเกมออนไลน์นั้น ถ้าพูดกันตรงๆเลยคือ ยากมาก ยากกว่าการทำเกม offine เยอะ เพราะฉะนั้นโปรเจกต์ช่วงไฟนอลของเราเลยไม่สินใจไม่แตะโค้ดเลย แล้วไปรับผิดชอบ asset ทั้งหมดแทน

Screen Shot 2560-05-30 at 2.38.35 PM
เดาแนวเกมกันได้มั้ยล่าาา

ไฮไลท์เกมเราอยู่ที่เพลงค่ะ เพื่อนๆชอบกันมาก ขอแปะไว้ตรงนี้เผื่อมีใครอยากฟังนะ อิอิ

ส่วน Unreal Engine เป็นอะไรที่หนักเครื่องมาก เครื่อง mac ที่เราใช้อยู่ไม่สามารถเปิดโปรแกรมนี้ได้ ขนาดไปแบกคอมใหญ่จากที่บ้านไม่ก็ยังไม่ไหวเพราะแรมไม่ถึง แต่ถ้าเครื่องแรงพอแล้วได้เล่นเนี่ย จะพบว่าเจ๋งมากสำหรับสายจัด level design เพราะ tool หลายๆอย่างเขาทำมาให้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ส่วนเรื่องการเขียนโค้ดหรือการตั้งค่าบางอย่างเราชอบทางฝั่งของ Unity มากกว่า เพราะของ Unreal นี่ถ้าไม่เขียนโค้ดจ๋าๆจะใช้การโยง map เอา ซึ่งถ้ามันน้อยๆก็พอเข้าใจง่ายหรอก แต่พอมากเข้าแล้วมันค่อนข้างงง

โปรเจกต์ไฟนอลกลุ่มเราทำเกม 3D เดินตีมอนธรรมดา(แต่ตอนสร้างเหนื่อยมากเลยนะคะซิส) ถ้าคอมแรงพอระดับเล่นเกม AAA ได้ก็น่าจะรับโปรแกรมเราไหวค่ะ สนใจลองโหลดไปเล่นกันได้ตามนี้นะ!

[2] เรื่องงาน

เรื่องนี้ถ้าให้พูดทีไร(ตอนที่พิมพ์นี้ก็ด้วย) คงต้องร้อง “เฮ้ออออ” อ.อ่างล้านตัวกันเลยทีเดียว

คือต้องบอกก่อนว่าวิชาไฮไลต์ของเทอมนี้ที่เราคิดว่าพีคๆเนี่ย จะมี เกมออนไลน์ / Unreal / #ASF / UXUI และ React ค่ะ สำหรับสองวิชาแรกนั้นเราได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว และไม่มีปัญหาอะไรเนื่องจากก็สั่งงานล่วงหน้า ทำงานส่งกันตามปกติ อย่างของเกมออนไลน์มีจัดนิทรรศการก่อนช่วงสอบปลายภาค ส่วนของ Unreal สั่งงานสเกลค่อนข้างใหญ่ ให้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งเพื่อนๆก็โอเคกัน

แต่ของวิชาอื่นออกจะเป็นงานเดือด เพราะกว่าจะสั่งงานก็ปาไปหลังสอบแล้ว แล้วต้องทำงานแข่งกับเดตไลน์วันตัดเกรดของอาจารย์ เลยกลายเป็นว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ทำงานชนงาน จบงานนี้ ทำงานนู้นต่อ แทบจะไม่ได้พักเลย อะไรที่ไม่น่าจะเสร็จในวันสองวัน มันก็เสร็จได้ ไม่รู้จะเรียกว่าดีมั้ย เหมือนเป็นการปลดล็อคสกิลอะไรบางอย่างในตัว แต่ก็อดบ่นเรื่องระยะเวลาที่ให้จริงๆ เพราะหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเหมือนกับขาดการวางแผนมาก่อน และแน่นอนคนที่รับกรรมไม่ใช่แค่อาจารย์ แต่รวมถึงนักศึกษาด้วย

แต่สำหรับที่เดือดที่สุดคงไม่พ้นกรณี #ASF ซึ่งขอไม่กล่าวรายละเอียดหรือที่มาของมันมากเพราะเราเกือบ “บิน” ไปแล้วทีนึง จริงๆแล้วเป็นวิชา game animation ค่ะ แต่ตอนเรียนก็โดนสร้างเกม 1 โปรเจกต์ เหตุการณ์นี้มันเกิดต่อเนื่องจากการที่นักศึกษามีปัญหากับอาจารย์(อีกแล้ว) และไปวอร์(อีกแล้ว 555) ซึ่งการวอร์นี้ นักศึกษาเป็นทั้งผู้ชนะและแพ้  ไม่มีใครถูก 100% แต่อย่างน้อยก็ยังพอทวง “ผลประโยชน์ที่นักศึกษาควรได้”มาไม่มากก็น้อย

ประเด็นคือ วอร์จบ คนไม่จบ

เทอมนี้ยอมรับว่าเราบ้าดีเดือดมาก ไม่รู้ไปเอาความโมโหโกรธามาจากไหน บวกกับในมือกำมือถือไว้อยู่ …ก็เสร็จเลย เอะอะก็โมโหโพสลงเฟส ฟาดงวงฟาดงาเหมือนเมนส์มาทุกวัน 555 และมีครั้งนั้นที่เราทำพลาด คือหลังจากที่วอร์จบ เราโมโหรุนแรงค้างมาก จนไปโพสต์ชื่อจริงนามสกุลจริงและชื่อผลงานของอ.คู่กรณีไป และนั่นแหละที่เป็นปัญหา เพราะเราทำผิดพรบ.คอมค่ะ เราสามารถโดนฟ้องร้องได้ 5555

ดีที่เรื่องจบลงที่การดีลว่าต่างฝ่ายจะลบโพสทิ้งแล้วจะไม่มีการเอาเรื่อง (ที่มาของคำว่า “บิน”) และถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่มากเลยทีเดียวสำหรับเรื่องการโพสอะไรก็ตามลง social network สำหรับอารมณ์โมโหเนี่ย ตอนนี้เราว่าการขว้างมือถือทิ้งยังดีกว่าหยิบมันมาโพสระบายอารมณ์นะ แต่จริงๆแบบไหนก็ไม่ควรนั่นล่ะ สงบสติอารมณ์กันไปดีกว่าค่ะ 555

poster-Recovered
โปรเจกต์เจ้าปัญหา จริงๆเรารักโปรเจกต์นี้มากเลยค่ะ ถ้ามีโอกาสทำต่อก็จะทำนะ

หลังจากที่เคลียร์กันจบแล้ว กลุ่มเราที่ทำโปรเจกต์เกม visual novel กึ่ง puzzle หาของ ก็ตัดสินใจแจก asset ที่ทำทั้งหมดค่ะ ซึ่งถ้าใครสนใจก็สามารถไปโหลดได้ ตามนี้ เลย

[3] เรื่องความรู้สึก

เทอมนี้ผ่านทั้งความรู้สึกที่สุขและเศร้าค่ะ ทั้งความสุขที่เหมือนจะรู้สึกสิ่งที่เรียกว่าความรัก(ฮา) ความเศร้าที่ก็ต่อยอดมาจากเมื่อเทอมที่แล้ว เป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอดและเพิ่งคลี่คลายได้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ

ไอ้ส่วนความสุขเนี่ย ไม่เล่านะ เขิล อิอิ

จริงๆแล้วตั้งแต่หลังฝึกงานตอนปี2 เป็นต้นมาจนตลอดปี3 เนี่ย เราเหมือนจะติดอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “มองว่าตัวเองไม่มีอะไรดี” ค่ะ ตอนนี้ก็ยังมีแอบคิดแบบนี้อยู่บ้างนะคะ แต่ว่าก็เพลาๆลงบ้านแล้ว เพราะพยายามคิดในแง่บวกและมองอะไรที่เป็นเหตุผลมากขึ้นค่ะ

ในช่วงที่ผ่านมาเรามักจะถล่มตัวเอง ชอบคิดว่า เออเราเนี่ยมันไม่เก่งเลยนะ สู้คนอื่นไม่ได้เลย แล้วไม่กล้าที่จะออกความเห็นอะไรไป ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เพราะคิดและกลัวว่าความคิดของเรามันมันคงเป็นความคิดโง่ๆ คิดแบบไม่คิด คิดออกมาได้ยังไง อะไรประมาณนี้ ซึ่งมันเป็นอะไรที่แย่มากเลยค่ะ เพราะเดิมไอ้เรามันก็ขี้เกียจเป็นก้อนขนอยู่แล้ว พอมาเจออะไรแบบนี้เข้าไปมันยิ่งไปกันใหญ่เลย คราวนี้ไม่ทำอะไรเลย(จริงๆ) มัวแต่นั่งท่องเน็ต นั่งดูหนังดูการ์ตูนไปเรื่อย เทงาน ไม่ค่อยตั้งใจเหมือนที่ผ่านมาเพราะคิดว่า “ทำไปมันก็เท่านั้น” (ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เราไปเจอกับการ์ตูนเรื่องใหม่ๆเยอะมากเลยค่ะ ว่าจะรีวิวในภายหลังด้วยนะ 555) แล้วพอไม่ทำอะไร มันก็จะยิ่งรู้สึกแย่อีกว่า “แล้วทำไมเราไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างวะ??” แต่พอจะเริ่มทำ ก็จะกลับไปคิดแบบข้างต้น เป็นแบบนี้วนไป ซึ่งมันทำให้ปี3เทอม2 ของเราค่อนข้างแย่เลยล่ะ เรื่องอื่นให้เครียดก็มีตั้งเยอะ 555

ตอนนั้นที่รู้สึกว่าตัวเองขุ่นมัว ก็บังเอิญติดการ์ตูนเรื่อง Tsubasa Reservoir Chronicle ของป้า CLAMP และบังเอิญอีกที่คุณแม่ Yuki Kajiura ที่เราชอบมากๆแต่งเพลงประกอบ หลังจากที่เราได้ยินเพลงนี้แล้วเรากลับค่อยๆรู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

ขอแชร์เป็นคลิปนี้เพราะจะได้ฟังเพลงเพราะๆกันเนอะ เนื้อเพลงดูไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกของเราเลย แต่เราอ่านเนื้อเพลงครั้งแรกแล้วน้ำตาซึมเลย เรากล้าพูดเลยว่าเราได้เพลงนี้ช่วยไว้จริงๆ ไม่ได้โม้นะเออ!

หลังจากนั้นเราก็รู้สึกดีขึ้นเรื่อยๆ(และแน่นอน ติ่งเรื่องนี้เป็นที่เรียบร้อย) จนกระทั่งช่วงปลายเทอม เพื่อนเราคนนึงเค้าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ แล้วบังเอิญที่มหาลัยมีหมอจิตแพทย์มาประจำเป็นช่วงๆ เราเลยอาศัยตามเพื่อนไปด้วย

สภาพเราวันนั้นไปแบบมึนๆงงๆ เหมือนคนไม่ได้ตั้งใจจะไปหาหมอเลยค่ะ ประเด็นหลักที่เราจะไปถามหมอคือเรื่องอาการพูดติดอ่างกับสงสัยว่าตัวเราจะไม่เป็นโรคซึมเศร้าใช่มั้ย ส่วนตัวคุณหมอเองก็ออกจะดูไม่ค่อยเป็นหมอเท่าไหร่ ถ้าให้นินทาก็เหมือนไม่ได้ตั้งใจมารักษาเลยค่ะ 555 แต่ว่าสิ่งที่หมอแนะนำมาเนี่ย มันใช่เลย

“เราเป็นคนชอบจับผิดตัวเองนะ เวลาจะทำอะไรจะชอบตั้งกฎเกณฑ์ให้ตัวเองทำตาม แล้วพอทำไม่ได้เราก็จะยิ่งโทษตัวเอง”

“งั้นหนูต้องทำยังไงถึงจะไม่คิดแบบนี้คะหมอ”

“ก็ช่างมันสิ …ผิดพลาดไปแล้วก็ช่างมัน ผิดแล้วไง ก็เริ่มใหม่ ช่างมันไปเลยคุณ”

บรรยากาศตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ มีแสงอาทิตย์ออกเหลืองๆส้มๆลอดผ่านหน้าต่าง แอร์เย็นกำลังดี หน้าหมอที่ออกเนือยๆตอนนั้น กับคำตอบที่ได้มา ทำไมมันรู้สึกแบบ… อบอุ่นมาก  ทั้งๆที่บรรยากาศจริงๆมันไม่ใช่เลย 555

ที่ผ่านมาเราพูดกับตัวเองว่า “ช่างมันสิ” มาหลายรอบนะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือการคุยกับตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็เคยเอาไปคุยกับที่บ้าน แต่คำตอบที่ได้ต่างกัน (และนั่นเป็นอะไรที่แย่มาก…) แต่พอได้เอาเรื่องที่อึดอัดใจมาเล่าให้คนอื่นฟัง แล้วได้คำตอบแบบนี้ รู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยเลย

…ปลดปล่อยจากตัวเองนี่แหละ

ทุกวันนี้ หรือตอนพิมพ์นี้เรามีความสุขดีแล้วค่ะ ตอนนี้พอนึกย้อนไปถึงอะไรแย่ๆที่ผ่านมา พบว่าหลายๆอย่างก็เกิดจากไอ้การจับผิดตัวเองนี่ล่ะ(ไม่มีใครผิดเลย ทำตัวเองล้วนๆ 555) แย่จริงๆ ต่อไปต้องปล่อยให้ตัวเองเป็นอิสระแล้วล่ะ!


….และปี3 ของเราก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ (เยอะเหลือเกิน)(ฮา)

จริงๆแล้วช่วงจิตตกเราก็ไม่ได้ซึมกระทือขนาดนั้นนะ เราก็ได้ไปทำกิจกรรมอะไรหลายอย่าง เช่นไปเป็นสตาฟให้โครงการ creative talk 2017 ซึ่งงานจัดเอาตอนวันเกิดเราพอดีด้วยค่ะ 555 เป็นการฉลองวันเกิดที่แปลกดีนะ

หลังจากนี้เราก็ต้องไปฝึกงานอีกแล้ว คราวนี้เป็นการฝึกงานภาคบังคับค่ะ คราวที่แล้วมีคนลากไป แต่คราวนี้เราตัดสินใจเลือกที่ฝึกงานด้วยตนเอง

จะมีอะไรให้ตื่นเต้น หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนจุดใหญ่เช่นเดียวกับเวลานี้เมื่อปีที่แล้วรึเปล่านะ

ขอเวลาไปสัมผัสกับมันก่อนแล้วจะกลับมาเขียนโพสยาวๆอีกเช่นเคยค่ะ

เจอกันโพสหน้านะ!

008 | รวมงาน DIY ปี 2016

รู้สึกเหมือนจะไม่ได้เขียนบล๊อคต่อมาหลายเดือนเลยแฮะ

ตามที่สัญญาไว้ในโพสเก่าค่ะ คราวนี้เราจะมาเล่าว่าได้ทำงาน DIY อะไรไปบ้าง

ซึ่งงาน DIY ที่ว่านี้ก็ทำๆไว้ช่วงปิดเทอมมหาลัยปีที่แล้ว แต่หลังจากที่ขึ้นปี3 มาก็ไม่ได้ทำอะไรมากสักเท่าไหร่ค่ะ


#1 Bookbinding จากกระดาษเหลือใช้(และกระดาษดี)

เพราะที่บ้านเรามีกระดาษ A4 หน้าเดียวกับกระดาษที่เก็บมาจากสมุดที่ไม่ใช้แล้ว(พวกสมุดจดสมัยมัธยมหรือมหาลัยปีแรกๆ) เหลือเยอะมากเลยค่ะ (A4หน้าเดียวนี่ประมาณ 3 รีมได้เลย) แต่ครั้นจะให้เอากระดาษเปล่าๆไปใช้เขียนเลยมันก็ลำบาก หลังๆก็ไม่ค่อยได้วาดรูปเยอะๆ เลยหาวิธีรวมมันเป็นเล่ม จะได้เอาไปจดอะไรเรื่อยเปื่อยหรือพกไปวาดรูปนอกสถานที่ได้ด้วย

img20160526134534
Prototype 2 เล่มแรกที่พยายามทำตาม VDO Tutorial

สำหรับสมุดทำมือ เราลงทุนซื้อเข็มเจาะอันใหญ่ ที่เจาะรู เข็มเย็บผ้าอันใหญ่ ด้ายเส้นใหญ่สำหรับเย็บหนังสือ รวมทุนแล้วตกประมาณ 300-400 บาท ส่วนพวกอุปกรณ์สำนักงาน เช่น สันเกลียว ห่วง ด้ายธรรมดา อันนี้ได้จากการที่ช่วงปิดเทอมนั้นเรารื้อบ้าน โละพวกของเก่าพอดี โชคดีที่บ้านเราเต็มไปด้วยเอกสาร เลยได้ของมาทำเยอะพอสมควรค่ะ

เท่าที่ทำไว้ก็ได้เป็น 10 เล่ม อุปกรณ์ก็ยังเหลืออยู่ ถ้าทำต่อไปยังไงก็คืนทุน ไม่ต้องซื้อสมุดเพิ่ม ถ้าไม่นับทุนเรื่องเวลานะคะ ถือซะว่าการนั่งเย็บหนังสือเป็นการเอาตัวเองไปมีสมาธิจดจ่อกับหนังสือ พักผ่อนสมองได้ดีในระดับนึงเลย
screen-shot-2560-02-04-at-5-44-51-pm

สำหรับ VDO Tutorial ที่เราดูและทำตาม ส่วนใหญ่จะเป็นของคุณ Sealemon ค่ะ งานเค้าน่ารักมาก ใครที่เป็นสายนักประดิษฐ์งานน่ารักๆใสๆลองไปติดตามดูกันได้นะ เขาไม่ได้ทำแค่สมุดอย่างเดียว

แบบแรก จะเป็นการรวมเล่มเพื่อทำสมุดสเก็ชรูป อันนี้ใช้กระดาษดีทำทั้งหมด เพราะจะได้ใช้งานได้ทุกหน้าเหมือนของจริงค่ะ

แบบที่สอง จะเป็นการเย็บรวมเล่มแบบญี่ปุ่น อันนี้ใช้กระดาษดีหรือกระดาษหน้าเดียวก็ได้ ในตัวอย่างจะสอนเจาะแบบ 4 รู แต่ความจริงจะกี่รูก็ได้ค่ะ แต่ควรจะเป็นเลขคู่นะ เราทำตามแบบนี้เยอะมากเพราะกระดาษหน้าเดียวเราเหลือเยอะ ทำได้หลายไซส์ตามใจชอบเลยค่ะ

แบบที่สาม เย็บ pocketbook เล่มเล็ก อันนี้เราใช้เพื่อหาทางกำจัดกระดาษปกที่เหลือจากรายงานแล้วหาคู่ไปใช้ต่อไม่ได้

นอกจากนี้ก็จะมีสมุดที่เราแก้ไขทรงมันเอง ก็เจ้าสมุดลายนกฮูกจากโพสที่แล้วนี่แหละค่ะ วิธีทำง่ายแสนง่าย ใครๆก็ทำได้ ลองไปดูโพสที่แล้วได้นะ!

10

กับสมุดอย่างสุดท้าย อันนี้เพื่อนจ้างให้ทำค่ะ ออกแนวสมุดรวมรูป เพราะเพื่อนจะเอาไปแปะรูปให้เป็นของขวัญวันเกิดแฟน (น่ารักจริมๆ)

img20160616083658

วิธีการทำคือ หาสมุดบันทึกแบบสันเกลียวปกหนาๆที่เขียนหมดแล้วมา เอาใส้ในออกไป ตัวปกเอามาห่อกระดาษดีๆอีกที อาจจะมีแปะอะไรเพิ่มเติมอันนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเลยค่ะ จากนั้นก็เจาะรู รอร้อยกับเกลียว ส่วนข้างในใช้กระดาษ100ปอนด์หุ้มด้วยกระดาษสีอีกที แล้วก็เจาะรู สมุดเล่มนี้ทำตอนที่ยังไม่ได้ซื้อตัวเจาะรูมา ต้องกรีดรูเอาเองทีละช่อง งานหนักมาก T T

แต่ทำออกมาแล้วก็พอใจนะ อย่างน้อยเราก็ทำสมุดสวยๆออกมาได้ตั้งเล่มนึงแน่ะ!


#2 โคมไฟจากกระดาษ

อันนี้เป็นงาน DIY เร่งด่วน เนื่องจากหลอดไฟที่โต๊ะทำงานมีแต่หลอดไฟเปลือยๆ พอเอามาเปิดตั้งไว้เฉยๆแล้วแสบตาจนทำงานต่อไม่ได้ เลยต้องหาอะไรมาลดความร้อนแรงของแสงบ้าง

img20160716211303

อันนี้เราทำตามคลิปนึงใน Youtube แต่จำไม่ได้แล้วว่าทำตามคลิปไหน ตอนเขียนโพสนี้ลองกลับไปหาก็ไม่เจอซะแล้วค่ะ แต่จำได้ว่าอุปกรณ์มีแค่กระดาษ A4 3 แผ่น เข็มกับด้ายเย็บผ้าธรรมดาสีขาว ข้อดีคือมันง่ายมาก ใครพับกระดาษเก่ง ชม.เดียวก็ได้แล้ว

แต่ข้อเสียก็มีค่ะ ล่าสุดกลับไปดูที่บ้าน มันก็พังแล้ว ต้องเย็บต้องหากระดาษอื่นมาหุ้ม สภาพดูไม่จืดเลย แต่ก็ยังกรองแสงได้อยู่ แต่ถ้าใครชอบแสงนวลๆ ควรใช้กระดาษสาหรือกระดาษที่เนื้อขุ่นกว่า A4 ธรรมดาค่ะ

ที่สำคัญคือ ตัวหลอดเวลาเปิดนานๆจะร้อน ต้องพับโคมยังไงก็ได้อย่าให้ตัวกระดาษสัมผัสตัวหลอด ไม่งั้นกระดาษอาจจะไหม้ได้นะ


#3 โมเดลกระดาษ : ห้องทำงานของคุณฮายาโอะ มิยาซากิ

ต้องบอกก่อนว่า โมเดลอันนี้ซื้อมาจาก Ghibli Museum ตอนที่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ

 

6f1bf2f9ad93e42b71c6526e605cf10b
(รูปจาก pinterest) ถ้าต่อแค่กระดาษเสร็จจะเป็นแบบนี้ค่ะ

 

ตอนเป็นโมเดลกระดาษมันก็สวยดีอยู่ค่ะ แต่พอนานๆเข้า กาวมันเริ่มหลุด โดยเฉพาะพวกเก้าอี้ บอร์ด กับตรงที่เป็นเตาผิง

เราเลยตัดสินใจรื้อแปะใหม่ เอาให้แข็งแรงไปเลย!

img20160618152450
สภาพหลังชำแหละของเก่า สังเกตว่ารอยกาวชัดมาก ตอนแรกเราใช้กาวสองหน้าค่ะ แต่พอนานเข้ามันก็เสื่อม ร่วงเป็นแผ่นเลย

 

เราเอากระดาษ 100 ปอนด์ (ที่เหลือจากทำสมุดให้เพื่อนนั่นแล) มาเสริมความแข็งแรงให้ตัวโมเดล ส่วนตรงไหนที่เป็นช่องโหว่เราก็เอาเมจิกมาละเลงเลย ส่วนตรงที่บอบบางอย่างท่อเตาผิง เราเอาเส้นพลาสติกที่ใช้พันล็อคสายไฟมางอเป็นแกนแล้วแปะกระดาษทับไปอีกที ส่วนเก้าอี้ ก็เอาส่วนที่เหลือมาทำเป็นฐานแทนของเก่า จัดการเจาะรูใหม่และเก็บรายละเอียดเล็กน้อยจนเสร็จค่ะ

screen-shot-2560-02-04-at-5-45-31-pm
แอบตัดเส้น แต่งให้มันเข้ากับส่วนที่แก้ด้วย แต่งานนี้ก็มีใช้เทปกาวเหมือนกัน แอบกลัวว่าทิ้งไว้นานๆมันจะเหลืองแฮะ

 


#3 โมเดลโลหะ : ปราสาทญี่ปุ่น

อันนี้ก็ได้มาตอนที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ ที่ไทยก็มีขายนะ แต่ราคาที่ญี่ปุ่นถูกกว่ากันเท่าตัว

โมเดลจะมีบอกวิธีต่อให้ แต่จริงๆเขาแนะนำให้ใช้คีมอย่างดี แต่คือเราไม่มีไง เอาแหนบใช้แทนละกัน 555

screen-shot-2560-02-04-at-5-45-16-pm
ฐานเบี้ยวมาก เพราะแกะทิ้งไว้ บิดๆงอจนพังเลย

และโพสรวมงาน DIY ของปี 2016 ก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้ค่ะ

จริงๆแล้วเรามองว่างาน DIY เป็นงานอดิเรกอย่างนึงนะ ทำของตั้งโชว์ก็ได้ ใช้งานจริงก็ได้ ที่สำคัญคือเราได้หยุดจากงาน หยุดจากความรู้สึกต่างๆมานั่งประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ จะถือว่าเป็นการฆ่าเวลาก็ได้ แต่งาน DIY เป็นสิ่งที่ฮีลเราจากงานเหนื่อยๆ หรือความรู้สึกแย่ๆได้  ไม่ต่างจากการวาดรูปค่ะ

อย่างน้อยที่สุดเลยก็ทำให้รู้สึกว่า “เห้ย เราสร้างของขึ้นมาได้ตั้งชิ้นนึงแน่ะ!!”

ว่าแล้วจริงๆตอนนี้ก็มีโปรเจกต์ DIY เพียบเลยค่ะ แต่บอกตามตรง ถ้าอยากได้งานดีก็ต้องเสียตังค์ซื้อของดีมาทำด้วย ไม่ใช่งานที่นึกอยากจะทำก็ทำได้ซะทีเดียวหรอกนะ (มีโปรเจกต์แต่ก็พับไว้เพราะเหตุผลตามนี้ค่ะ) 555

เจอกันโพสหน้านะ!

007 | DIY – ทำสมุดเปิดยากให้เปิดง่ายขึ้น

งาน DIYนี้จริงๆเป็นงานที่ง่ายมาก ใครๆก็ทำได้

แต่ก็ตัดสินใจบอกเล่าเป็นประสบการณ์เผื่อใครเจอปัญหาคล้ายๆเราค่ะ

(หมายเหตุ รูปภาพค่อนข้างเยอะหน่อย กินเน็ตนิดนึงนะคะ 555)


เมื่อตอนม.6 เราได้ของขวัญจากคุณครูท่านหนึ่ง เป็นสมุดเล่มหนาไม่มีเส้น นอกจากจะจดแล้วก็ยังใช้วาดรูปได้ด้วย

1.jpg

ทีนี้ปัญหามันอยู่ตรงที่ความหนาของสมุดนี่แหละค่ะ เนื่องจากสมุดเล่มนี้เย็บแบบสันกาว(ซึ่งเมื่อรื้อปกดูถึงได้เห็นรอยแม็กอีกที) ทำให้เวลาเปิด หน้าแรกก็วางขนานกับพื้นดีอยู่หรอก แต่หน้าต่อไปนี่สิ งอจนวางมือเขียนลำบากพอสมควรเลย

2.jpg
เราเป็นพวกชอบวางมือตรงๆขนานกับโต๊ะค่ะ อย่างรูปขวามือนี่เราจะเริ่มลำบากแล้ว ส่วนทางซ้ายก็…ลองประเดิมหน้าแรกดู ด้วยความที่เล่มมันหนาเลยวางมือไม่ถนัดอีก สรุปไม่ถนัดไปซะหมด 555

เรื่องการแก้ปัญหาสมุดหนาจนวางมือวาดหน้าแรกๆไม่ค่อยถนัด อันนี้สุดวิสัยจริงๆ ถ้าจะแก้ก็คงต้องแยกเป็นหลายๆเล่มแทน แต่ยังไงสิ่งที่เราจะแก้ไขคือการทำให้มันเปิดง่ายขึ้น ยังไงก็ต้องแยกชิ้นส่วนเล่มอยู่แล้ว สำหรับคนอื่น ถ้าจะแยกเล่มหรือเอากระดาษไปใช้อย่างอื่น อันนี้ฟรีสไตล์เลยค่ะ แต่ของเราจะขอเก็บรวมกันไว้เพราะเห็นแก่ปก ปกสวยดีค่ะ เราชอบ(ฮา)

เราจะเปลี่ยนจากสมุดแบบสันกาว(ปลอม)ไปเป็นสมุดแบบสันเกลียวแทนค่ะ

สำหรับอุปกรณ์ก็ตามภาพเลย

3.jpg
หรือใครห้าวพอ จะเอาลวดมาม้วนเองก็ได้นะ!

สำหรับวิธีการทำแบบสรุปสั้นที่สุด เราจะทำตามนี้ค่ะ

  1. ถอดปกออก ตัดส่วนหน้าปกกับหลังปกเก็บไว้
  2. ตัดกระดาษที่เย็บแม็กอยู่ออก
  3. เจาะรูกระดาษ และ ปกหน้า-หลัง
  4. เย็บรวมกัน

วิธีการมีแค่นี้แหละ จริงๆนะ ถ้าเตรียมใจจะชำแหละสมุดเล่มเดิมได้แล้ว ก็(มาดูเรา)ลงมือกันเลย


ขั้นตอนการถอดปก

4.jpg

เห็นมั้ยล่ะ นี่มันสันกาวปลอมชัดๆ! มิน่าล่ะถึงแหกหนังสือได้ไม่เต็มที่ ที่สำคัญสนิมกินไปทั้งเล่มเล้ย T T

เสียกระดาษหน้าแรกที่วาดรูปไป  1 แผ่นค่ะ แต่ไม่เป็นไร รูปนั้นแค่วาดเล่นเฉยๆ (ของจริงอยู่นี่)

สำหรับปกที่ตัดออกไป เราจะตัดส่วนที่เป็นสันทิ้งไปค่ะ เก็บตัวหน้าปกกับหลังปกไว้ใช้หลังรวมเล่ม


ขั้นตอนการตัดกระดาษ

ตอนแรกก็ว่าจะแงะเอาแม็กออกค่ะ แต่แม็กที่ใช้เป็นแม็กใหญ่ ประกอบกับสนิมกินไปเรียบร้อยแล้ว จะให้ฝืนดึงไปกระดาษดีๆคงได้ยับหมด เราเลยตัดสินใจยอมสละความกว้างของกระดาษประมาณ 1 ซม. เพื่อตัดส่วนที่ถูกแม็กออกไป

สำหรับคนที่มีเครื่องตัดกระดาษ(แบบที่ดึงมีดเข้าออกตัวตามรางนะ ไม่ใช่แบบมีดตัดยกขึ้นลง) ขั้นตอนนี้น่าจะสบายหน่อยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าถ้าสมุดหนามากๆเครื่องตัดจะหนีบอยู่มั้ย อันนี้เราไม่เคยใช้จริงๆค่ะ ของเราก็กรีดคัตเตอร์วนไป 555

5.jpg

หลังจากตัดอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ก็แยกชิ้นส่วนเรียบร้อย เตรียมไปขั้นตอนต่อไปได้เลยค่ะ6.jpg


ขั้นตอนการเจาะเนื้อกระดาษ 

ก่อนที่เราจะเจาะเนื้อกระดาษ เราต้องทำแบบสำหรับทาบเจาะก่อนค่ะ แน่นอนว่าเราคงไม่มานั่งวาดจุดแล้วเจาะทีละอันใช่มั้ยล่ะ!

วิธีการทำแบบเจาะกระดาษ คือดึงเนื้อกระดาษออกมาแผ่นนึง(เอาแผ่นที่คิดว่าตัดเสีย) มาพับครึ่งและเจาะรูค่ะ วัดระยะกับสันเกลียวของจริงด้วยนะ

ของเราเดิมเล่มเปิดซ้ายขวา แต่เราจะเปลี่ยนเป็นเปิดด้านบน เนื่องจากเกลียวสั้น และน่าจะมีพื้นที่ให้วางมือวาดรูปมากกว่าการเปิดซ้ายขวาค่ะ

7.jpg
สำหรับปัญหาเรื่องแซะกระดาษออกจากปกไม่ได้ เราแก้โดยหากระดาษขาวมาปิดซะเลย ของเราเลือกให้กระดาษร้อยปอนด์เพื่อเสริมปกให้แข็งแรงขึ้น แต่กาวก็จะแห้งช้าหน่อย เผื่อเวลาระหว่างเจาะกระดาษน่าจะได้พร้อมกันพอดี(ฮา)

เมื่อได้แบบแล้ว จากนั้นก็เอาแบบที่ได้ไปทาบและเจาะค่ะ ขั้นตอนนี้ถ้าใครใช้ที่เจาะธรรมดาก็จะเหนื่อย(และเจ็บมือหน่อย) ต้องค่อยๆเจาะทีละ 5-10แผ่น (ถ้ากระดาษสมุดเป็นกระดาษกรีนรีดหรือกระดาษหนา) แต่ถ้าใครใช้ที่เจาะแบบหัวปากกาก็จะสบายหน่อย …แน่นอนว่าเราก็ที่เจาะธรรมดาเหมือนกัน กดมันจนมือช้ำเลย

ส่วนของปกก็เหมือนกันค่ะ ใช้แบบวัดก่อนแล้วค่อยตัด แต่อย่าลืมเรื่องหน้าหลังนะ ด้านหน้าของแบบก็เอาไว้วาดแบบที่ปกหน้า ด้านหลังของแบบก็เอาไว้วาดที่แบบปกหลังค่ะ

8.jpg
ตัดปก +เจาะกระดาษ กินเวลาไปชม.ครึ่งได้ มือช้ำเลย

ขั้นตอนการเย็บรวมกัน

ตอนนี้ปกพร้อม กระดาษพร้อม สันเกลียวพร้อม ก็ได้เวลารวมร่างแล้วค่ะ!

9.jpg

อันนี้ถ้าไม่เข้าใจที่เราอธิบาย ลองไปดูสมุดเกลียวของจริงได้นะคะ

ลำดับการใส่ของสมุดสันเกลียว โดยใส่ทับด้านปิดตาย(ด้านที่กว้างๆ)ก่อน

  1. ใส่เนื้อกระดาษ โดยเอาสันเข้าด้านหลังของเนื้อกระดาษก่อน
  2. ใส่ปกหน้า โดยเอาสันเข้าด้านหลังของปกก่อน
  3. ใส่ปกหลัง โดยเอาสันเข้าด้านหน้าของปกก่อน

ผลที่ออกมาคือ สันเกลียวปิดตายจะอยู่ระหว่างหน้าสุดท้ายกับปกหลัง ส่วนสันที่เอาไว้ใส่กระดาษเข้าจะไปจ่ออยู่ที่ปกหลัง พยายามดันๆให้แน่น ไม่งั้นปกหลังจะหลุดนะ

ลองจัดหน้ากระดาษกับลวดไปซักพัก ก็เสร็จแล้วล่ะ!!

10.jpg
เทียบ Before – After เองเน้อ

 

รีวิวงาน DIY ของตัวเอง :

โดยรวมแล้วก็คือว่าโอเคอยู่ค่ะ จากสมุดหนาเย็บสันกาว+แม็ก เปิดลำบาก พอเปลี่ยนหน้าตาใหม่แล้วก็สามารถเปิดกระดาษได้อย่างอิสระ จะติดก็ตรงปกที่เราไปติดร้อยปอนด์เพิ่มจนมันแข็งเหมือนบอร์ดเลย เปิดไม่มันส์เท่าไหร่ แต่ก็แข็งแรงดี รองเขียนได้ไม่มีปัญหา

กระดาษเป็นทรงยาวไซส์ไม่ได้มาตรฐาน(แหงล่ะ ก็เล็มออกตั้ง ซม.นึง) จริงๆสามารถวาดได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยเฉพาะแนวนอนเนี่ย วางมือได้สบายมาก ส่วนแนวตั้งอาจจะวางมือลำบากหน่อยแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องเอามือข้างนึงมายึดปกไว้เหมือนเดิมแล้ว


 

และงานDIYของเราก็ขอจบไว้แต่เพียงเท่านี้

จริงๆช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นมหาลัยปี3 เราได้ลองทำงาน DIY ไว้หลายอันเลยค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายวิธีทำ(ที่ส่วนใหญ่ก็ดู tutorial ใน youtube มา)ไว้เลย ซึ่งก็น่าเสียดายอยู่ แต่อาจจะรวมrefที่เราหามาให้ได้ดูกันค่ะ

 

003 | เรียนจบปีสองแล้วค่ะ!

ขอโชว์เคสซักโพสนึงค่ะ xD

วันนี้(23/05/16)เราเพิ่งเรียนจบปีสอง นับเอาจากวันที่เคลียร์โปรเจกต์ กิจกรรมและยื่นเอกสารเพิ่มเติมอะไรเรียบร้อยแล้วน่ะนะ นึกได้ว่าน่าจะเขียนบันทึกเก็บไว้หน่อยว่า 1 ปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรลงไปบ้าง


ปี2 เทอม1

[1] เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานละครเวที เป็นหนึ่งในวิชาของส่วนกลาง ถึงจะไม่ได้ทำหน้าที่เด่นๆเช่นนักแสดงหรืออะไร (ไปช่วยเขายกของประกอบฉากเฉยๆ) แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้มีส่วนร่วม ที่สำคัญคือได้ดูงานระดับนศ.ที่ดีเกินคาดหลายกลุ่มหลายเรื่องมาก ประทับใจมากเลยล่ะ

หน้าที่หลักของเราคือคนวาดสตอรี่บอร์ดทั้งหมดกับสตอรี่บอร์ดทีเซอร์ เหตุผลก็เพราะเป็นคนเดียวที่วาดรูปได้(ฮา)

12189361_973838156021674_2806587898989787936_o

รูปสเก็ตช์ก่อนส่ง

[2] ได้เรียนวิชาสังคมศาสตร์และจิตวิทยาเป็นภาษาอังกฤษ… จริงๆคือเป็นวิชาเลือกที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษนั่นเอง เนื้อหาไม่น่าเชื่อว่าเราที่เรียนคณะสายไอทีหน่อยๆจะได้สัมผัส สปีกอิงลิชมันทุกคาบเลยค่ะ สนุกดี ถึงจะพูดไม่รู้เรื่องและงานหนักมากเลยก็ตาม T T

[3] เจอวิชาภาค2ตัว discrete math กับ stat ของดิสครีตนี่หนักจริงๆ เอาจริงๆบางเรื่องเราก็ยังไม่เข้าใจเลย เพราะขี้เกียจอ่านเลยไม่รู้เรื่อง(ฮา) แต่ก็ยังเก็บชีทเก็บtextไว้เผื่อสักวันนึงจะได้ใช้

[4] วิชาเอก อย่าหาว่านินทาเลย หาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเถอะ 555

b84068

เนื้อหาอาจไม่ละเอียดแต่ก็พูดครอบคลุมพอสมควร แนะนำสำหรับผู้สนใจสายงานเกมส์นะคะ

[5] นอกจากนี้ช่วงเทอม1 ยังได้ลองแตะ unity กับ maya ดู ได้รถคันแรก(พังๆ)มาด้วย จริงๆมีไฟล์ที่ซ่อมแล้วแต่ขอลงรูปรถบุบคันแรกไว้เป็นที่ระลึกหน่อยก็แล้วกันXD

11958253_940448296027327_1647227189214026955_o

ปั้นครั้งแรกๆยังไม่ถนัดเรื่องselect จุดสักเท่าไหร่ งานพังแล้วพังอีกอยู่นั่นล่ะ

[6] ที่สำคัญ เทอม1เป็นช่วงที่ได้รับงานคอมมิชจากบุคคลทั่วไปจริงๆเป็นครั้งแรก เป็นอนิเมชั่นงานแต่งประกอบสไลด์โชว์ แต่ตอนนั้นด้วยความทะนงหรือขี้เกียจหรืออะไรก็ไม่รู้ ดันเรียกแพงแต่คุณภาพงานออกมาในระดับที่ตัวเองไม่พอใจ(คนจ้างก็น่าจะเช่นกัน) ถือเป็นบทเรียนว่าถึงคนจ้างจะไม่ใช่คนในสายงานเดียวกันก็ห้ามดูถูกเด็ดขาด เพราะนั่นก็เหมือนดูถูกตัวเองไปด้วย

และอีกอย่างคือ ได้ขายโดจินครั้งแรกในชีวิตด้วยยยย

ขายในงาน Aldnoah Zero Only ประมาณเดือนตุลาคม 2015

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากค่ะ

ตอนนี้ก็ยังลงใน homu อยู่นะคะ ใครสนใจก็สั่งซื้อได้นะ T T

11222890_974008822671274_7879518707518698656_n

ไม่วายและไม่ลามกอนาจารแต่อย่างใด สนใจไปตามลิ้งค์นะคะ อิอิ >จิ้มเบย<


ปี2 เทอม2

[1] เจอวิชามหากาพย์แห่งการทำโปรเจกต์และมินิธีสีสแบบ so much ราชการ สอนเนื้อหาโบราณ โดยอาจารย์โบราณ เพื่อการทำงานแบบโบราณๆ อย่าหาว่างั้นงี้เลยนะคะ ของแบบนี้เรียนน่ะโอเค แต่จำเป็นมั้ยที่ต้องจำหลักการล้านแปดไปออกสอบ ใจเย็นๆนะคุณ นี่ปี2016แล้ว เรียนไม่เหมือน20-30ปีที่แล้วนะคุณ

[2] เจอวิชาเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล ชื่อวิชาดูน่าสนใจ แต่สิ่งที่เรียนออกแนวITผสมช่างอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราเองก็ไม่เห็นประโยชน์อะไร(รู้ไปก็ไม่เสียหาย) คิดว่าอนาคตถ้าได้แตะพวก web programming อาจจะได้ใช้งานก็ได้(มั้ง)

[3] เจอวิชาเอกป้อน OpenGL ให้ เอาตรงๆเลยคือ …อยากเรียนปั้นโมเดล ไม่ใช่เรียนวิธีสร้างเบื้องหลังการปั้นโมเดลอะค่ะ ไอ้เรามันก็ไม่เก่งโค้ด แต่ก็พยายามถูไถมาได้ ทั้งนี้ต้องของคุณตัวเองที่เก็บสรุปแคลคูลัสตอนปี1ไว้ รวมถึงดิสครีตเมื่อเทอมที่แล้วด้วย มันได้ใช้จริงๆนะ 5555

เป็นวิชาที่… มิดเทอมสอบตกยกห้อง ยากจริงๆ

โปรเจกต์ไฟนอลของวิชานี้เลือก  hand modeling ไป จริงๆหวังใจจะใส่ texture ไปด้วย แต่คาบที่เรียนเรื่องนั้นมัวแต่ทำคอมมิชอยู่เลยไม่ได้เรียน สุดท้ายก็shading กากๆไป ลาก่อนจ้าคะแนน T T

13240672_1097222637016558_3892149140862469758_n

เวอร์ชั่นยังใส่แสงเงาไม่ครบ รักนะคะ OpenGL

[4] มีวิชาเอกอีกตัว เรียนสร้างมินิเกมใน construct2 ทั้งเทอมก็ไม่ได้อะไรเลยนอกจากได้เล่นโปรแกรม construct2 และเลียนแบบโปรเจกต์ที่เขาทำๆกันมาแล้ว (ฮา) ไม่อยากบ่นไปกว่านี้เลย แต่ก็เอาเถอะนะ

[5] มีวิชาบังคับของส่วนกลางอันนึง จริงๆแล้วโดยเนื้อหากับผู้สอนนับว่าเป็นวิชาที่โอเคมาก แต่การสั่งงานกลับไม่อิน หรือเรากับเพื่อนในกลุ่มเองที่ขี้เกียจ โฟกัสความตั้งใจไปที่อื่น (ซึ่งเอาจริงๆเทอมนี้ก็แทบไม่ได้ตั้งใจทำอะไรเกี่ยวกับวิชาเรียนเลย) งานที่ส่งก็เลยออกแนวทำชุ่ยๆส่งๆไป เกรดก็น่าจะส่งๆเหมือนกัน(ฮา)

[6] ได้รับคอมมิชจากผู้มีพระคุณท่านหนึ่ง รับช่วงใกล้ไฟนอลซะด้วย แต่งานก็ผ่านมาได้ด้วยดี เป็นไปได้ก็อยากเอามาเผยแพร่เหมือนกัน เป็นงานที่ทำกันหลายคน แต่คนรวมและอนิเมทคือเราเอง

แต่เอาจริงๆความรู้สึกคือทำไปเลี่ยนไป …แต่อย่างว่า งานก็คืองาน ทำไปค่ะ 5555

[7] ได้แข่ง NSC ด้วยนะปีนี้ เป็นสนามแรกของช่วงมหาลัย ถึงจะไม่ได้เข้ารอบชิงแต่ก็รู้สึกดีที่ได้ทำ แอบเสียดายหน่อยที่ไม่ได้ทำต่อจนเสร็จ

051b9035035517.56e75cc073341

รายละเอียดจัดหนักจัดเต็มอยู่ ที่นี่ นะ!


และปี2 ก็จบเพียงเท่านี้

หลังจากพ้นช่วงสอบและเคลียร์เอกสารเสร็จแล้ว ต่อไปก็เตรียมตัวฝึกงาน

การฝึกงานครั้งนี้ได้เรื่องจากการโดนรุ่นพี่ไซโคและดั้นด้นไปทำจนได้

ปิดเทอมแปปเดียวก็ต้องฝึกงานต่อแล้ว ถือเป็นการพักผ่อนจากช่วงเปิดเทอมและความวุ่นวายต่างๆที่ผ่านมาได้รึเปล่านะ

อาจจะได้เขียนบรรยายความรู้สึกในโพสต่อไปก็ได้ค่ะ

เจอกันอีกทีตอนเริ่มฝึกงานครั้งแรกในชีวิตนะ!

001 | กลับมาเขียนบล๊อคอีกรอบ!

 

จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เรามีไฟในการเขียนบล๊อคคือช่วงปี 2013-2014 เขียนบล๊อคใน exteen ซึ่งก็ผ่านเลยมาหลายปีแล้ว

คงไม่ระลึกความหลังยาวหรือบ่นเรื่องการซาไปของบล๊อคนักวาดหลายๆท่านบน exteen นะคะ เพราะยังไงปัจจุบันก็มีเว็บโซเชียลรองรับให้เราๆท่านๆได้ไปตามกันหลายช่องทางอยู่แล้ว ก็อย่างว่าแหละยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว 555

ส่วนตัวของเราเองก็ตรงกับช่วงที่เข้ามหาลัยพอดี เริ่มเลิกอัพเดตบล๊อคจริงจังไปตอนช่วงม.5-6 และก็ไม่ซาเหมือนกัน ยังคงไปสิงตามเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ (ใครที่ติดตามเราจะรู้เลยล่ะว่าเราค่อนข้างติดโซเชียลขนาดไหน 555) ปล่อยให้ “การเขียนบล๊อค” เป็นความทรงจำที่ดีในสมัยเด็กต่อไป

แต่พอนึกย้อนแล้วก็คิดถึงดีนะ ตอนนั้นมีเพื่อนออนไลน์จากบล๊อคเยอะแยะเลย หลายช่วงวัยมาก มีกิจกรรมทำด้วยกัน ตามกันไป follow ต่อในทวิตเตอร์ จนกระทั่งผ่านมาหลายปีบางคนก็หายหน้าหายตาไปเพราะหน้าที่การงาน บางคนโตขึ้น เปลี่ยนความสนใจ หรือเลิกเล่นโซเชียล(น่าจะมี)มั้งนะ

แต่ช่วงที่ไม่ได้เขียนเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้ข้องแวะอะไรกับบล๊อคนะ ทุกวันนี้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวก็ชอบพิมพ์อะไรยาวๆ(อ้างว่าเป็นรีวิวเสมอ)(ฮา) หรือก็ยังตามไปอ่านบล๊อคทั้งในเว็บส่วนตัวหรือ wordpress หรือเว็บน้องใหม่อย่าง storylog (ชอบเว็บนี้มากเลยค่ะ แต่คอนเทนต์มีแต่ของผู้ใหญ่ ไม่กล้าลงไปเขียนบ้างเลย 5555 )

ทุกครั้งที่อ่านก็จะคิดว่า “เอ้อ เมื่อไหร่เราจะได้กลับไปเขียนบล๊อคนะ” เพราะเอาเข้าจริง เราต้องการพื้นที่กว้างๆไว้ให้เขียนเพ้อพกยาวๆ ไม่ใช่โพสในเฟสบุคยาวๆหรือฟลัดทวิตเตอร์ถี่ๆให้คนอื่นรำคาญ (ดูตัวอย่างก็ได้ ขนาดเพ้อเรื่องบล๊อคก็ปาไปหลายบรรทัดแล้ว)(ฮา)

 

ทีนี้ไม่รู้ด้วยความคิดอะไร เลยตัดสินใจเปิดบล๊อคนี้ขึ้นมาเขียนนี่ล่ะ

แล้วก็นั่งถามตัวเองว่า เอ๊ะเดี๋ยวนี้เวลาเขียนบล๊อคเขาต้องเขียนอะไรนะ?

 

บล็อก (อังกฤษ: blog) เป็นคำรวมมาจากคำว่า เว็บล็อก (อังกฤษ: weblog) เป็นรูปแบบเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง ซึ่งถูกเขียนขึ้นในลำดับที่เรียงตามเวลาในการเขียน ซึ่งจะแสดงข้อมูลที่เขียนล่าสุดไว้แรกสุด บล็อกโดยปกติจะประกอบด้วย ข้อความ ภาพ ลิงก์ ซึ่งบางครั้งจะรวมสื่อต่างๆ ไม่ว่าเพลง หรือวิดีโอในหลายรูปแบบได้ จุดที่แตกต่างของบล็อกกับเว็บไซต์โดยปกติคือ บล็อกจะเปิดให้ผู้เข้ามาอ่านข้อมูล สามารถแสดงความคิดเห็นต่อท้ายข้อความที่เจ้าของบล็อกเป็นคนเขียน ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถได้ผลตอบกลับโดยทันที

cr. wikipedia

ว่าไปนั่น ไปนั่งหาความหมายบล๊อคเขาจะบอกวิธีเขียนบล๊อคมั้ยล่ะ!

 

 

จริงๆแล้วบล๊อคโพสนี้เกิดขึ้นได้เพราะการหนีความจริงจากงานคอมมิชชั่น งานราษฎร์งานหลวงในมหาลัย  เพื่อจะมาบ่นว่าเราอยากเขียนบล๊อคจังเลย

จากนั้นก็เปิดเว็บนี้ขึ้นมา เขียนทุกสิ่งที่อยู่ในหัวที่อยากให้คนอื่นรู้ ก่อนกด publish

อ๊ะ ก็ได้คำตอบแล้วนี่นา แบบนี้นี่แหละคือการเขียนบล๊อค อาจจะไม่ใช่ของทุกคน แต่เป็นแบบของเราเอง 55555

 

 

เราว่าเราอาจจะกลับมาเขียนบล๊อคบ้างแล้วค่ะ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี เวลาเขียนบล๊อคเหมือนได้ทบทวนกับตัวเองว่า นี่ฉันทำอะไรอยู่เนี่ย คิดอะไรเยอะแยะ มีสติบ้างนะ! ต่างจากในเฟสบุ๊คหรือทวิตที่คิดอะไรมีอารมณ์อะไรก็ใส่ๆไป จากนั้นก็ดราม่าแหลกลาน

ตอนแรกว่าจะมาเขียนเกี่ยวกับ “สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต” เช่นพวกการโยงบล๊อคเข้ากับเว็บส่วนตัว หรือ “เป้าหมายในชีวิตของปีนี้ที่คิดไว้และอยากทำให้สำเร็จมากๆเลย” แต่ขอไว้เป็นโพสต์ต่อไปดีกว่า

….

“จะว่าไปแล้ว เขียนแบบนี้ไปคนอื่นจะอ่านเข้าใจมั้ยเนี่ย”

เผลอคิดแบบนี้ตอนกด publish ล่ะ