006 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(3)

 

โพสนี้เป็นตอนที่3 และตอนสุดท้ายของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

ขอแปะกราฟจากโพสที่แล้วไว้ข้างล่าง เผื่อลืมกัน คราวก่อนสภาพจิตใจอยู่ในระดับ crisis ดำดิ่งไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว ในโพสนี้ก็จะขอไปต่อกันเลยว่าสุดท้ายแล้ว เมื่อจบ 2 เดือนที่ฝึกงานจะเป็นยังไงบ้าง

01


#7 Recovery (รึเปล่านะ)

หลังจากการไปพูดว่า 1 เดือนได้อะไรบ้าง และการคิดงานไม่ออกตลอด 2สัปดาห์กว่าทำให้เราเครียดจนถึงขีดสุด เราก็ปล่อยตัวเองให้อยู่กับตัวเองไปเรื่อยๆ จนสักพักนึงก็คิดได้ว่า ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา และประสบการณ์ เราต้องใจเย็นกว่านี้และเรียนรู้มากกว่านี้ เอ้า! เลิกเครียดแล้วกลับไปทำงานต่อ

จู่ๆวันนึงพี่CEOก็บอก เอ้า พอแล้ว เปลี่ยนงานดีกว่า ที่ให้ทำมาตลอดจะเหมือนให้ลองกินเหล้า กินมันเข้าไปจนกว่าจะรู้ว่าจุดไหนที่ตัวเองเริ่มเมา

งานใหม่ที่ได้คือ ออกแบบ UI ของหน้าแอปใหม่(แอปอันเดิมที่ทำของแอดมินบนเว็บนั่นแล)

เราในตอนนั้นที่ยังฟื้นๆตัวจากความเครียดก็งง เอ๊า อุตส่าห์ทำใจได้ เปลี่ยนก็เปลี่ยน ดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องคิดมากต่อ (แต่ก็แอบมีรู้สึกแย่ที่ไม่สามารถสร้างงานได้จนต้องเปลี่ยนงาน)(คิดแบบ productive อีกแล้ว 555) และเตรียมที่จะเปิดแอปขึ้นมาเพื่อนั่งดูว่ามีจุดไหนที่ต้องแก้บ้าง

แต่เดี๋ยวก่อน! เราจะไม่เข้าลูปเดิมอีกต่อไปแล้ว!

ก่อนที่เราจะกลับไปสู่วังวนแห่งความเครียด สิ่งที่พี่ให้เราทำก่อนที่จะเริ่มเปิดแอปมานั่งจับผิด คือ ศึกษาก่อนว่า แล้วหน้า UIใหม่ที่ควรจะเป็นคือยังไง

ใช่แล้ว ..เราต้องมานั่งอ่าน iOS Human Interface Guideline ใหม่นั่นเอง

อันนี้ต้องท้าวความกันก่อนว่า ช่วงเดือนแรกที่เราฝึกงานและเรียน guideline ไป ยังเป็นช่วงที่ iOS9 ยังใช้งานอยู่ปกติ จนกระทั่งมีงาน WWDC2016 ที่ประกาศใช้ iOS10 นั่นแหละ guideline ของใหม่ถึงได้ถูกปล่อยออกมา และเราก็ต้องไปนั่งอ่านทำความเข้าใจใหม่ว่า สรุปแล้ว iOS10 เป็นยังไงบ้าง (รวมไปถึงทวน gesture การใช้งานในฐานะ android user ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของ apple ไม่ค่อยรู้เรื่องด้วย) เพื่อจะได้ redesign แอปให้เข้ากับ iOS10 ที่จากนี้ผู้ใช้ทั่วไปคงโดนบังคับอัพเดตกันหมด

หลังจากใช้เวลาหลายวันหมดไปกับการอ่าน guideline (ที่ใช้ศัพท์ยากเหลือเกิน) ก็ยัง! ยังไม่ได้ออกแบบใหม่หรอกนะ สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เอาหน้าแอปเก่ามา clone ..หรือพูดง่ายๆคือ วาดหน้าจอต่างๆให้เหมือนในแอปจริง ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ได้รู้ว่า ทำไมเขาถึงเว้นบรรทัดเท่านี้pixel ทำไมเขาถึงวางicon ตำแหน่งนี้ (ซึ่งพอทำจริงๆก็มีบางจุดที่เห็นแล้วก็ต้องคิดว่า ทำไมคุณทำแบบนี้ เราไม่เข้าใจ แง)

น่าเสียดายที่ยัง clone ไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาฝึกงานแล้ว

อ้อ ช่วงท้ายฝึกงาน ที่บริษัทพาไปเที่ยวทะเลด้วยล่ะ ขอบคุณพี่ๆที่บริษัทมาก เสียดายที่ติดปัญหาแบบผู้หญิงๆ(ฮา) และก่อนจบฝึกงานก็ยังคงสรรหาหนังเกรดบีดู (ชื่ออังกฤษ the 25th reign ชื่อไทย เจาะเวลาถล่มนาซี >> โหดสัสมาก ล่านาซีกันในป่า มีฉากที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เจอในหนังแนวนี้ด้วย ดูแล้วยังคงรู้สึกเหมือนถูกดูดพลังชีวิตตามสไตล์หนังเกรดบีจริงๆ)


#8 ส่งท้าย

หลังจากฝึกงานหมาดๆ เราได้โพสเรื่องฝึกงาน(และกราฟข้างต้น)ใน Facebook และพี่CEOก็มาคอมเมนต์เป็นภาษาอังกฤษยาวมาก เห็นว่าน่าจะมีประโยชน์เลยขอก๊อปมาเก็บไว้ค่ะ

“2-months was too short.

First 2 months is always about “learn to unlearn” and “learn to relearn”

That’s one month each. Hence your 2 difference assignments.

You have to unlearn things then relearn things a lot in real life, real work. A lot of things were wrongly or incorrectly taught, a lot of things will become obsoleted.

So, unlearn and relearn are the absolute essential in working.”

ขออนุญาตไม่แปลให้ แต่ก็อปจากโพสของพี่(ที่เกิดขึ้นหลังจากเราโพสสเตตัสของตัวเองไป)มาเลยดีกว่า(ฮา)

ในการทำงานจริง น้องๆ จะต้องเรียนรู้ที่จะ unlearn หลายสิ่งหลายอย่างมากมาย หลายอย่างที่เรียนมา หลายอย่างที่เคยได้ยินมา หลายอย่างที่เคยถูกสอนมาอย่างหนึ่ง แต่พอไปเจอจริงกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง (ส่วนหนึ่งก็เพราะคนสอนหลายคน ก็สอนจากหนังสือ จากสไลด์คนอื่น อยู่กับโลกสมมติของเคสในหนังสือ ไม่เคยเอาไปจับงานจริงมากพอ ไม่มีประสบการณ์มากพอ)

เราจะต้อง unlearn ให้เป็น … นั่นคือ 1 เดือนแรกในการฝึกงาน .. “learn to unlearn”

และสำหรับหลายต่อหลายอย่าง เราก็ต้องเรียนที่จะเรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง หลายอย่างที่เราอาจจะเคยผ่านมันไปแล้ว ไม่คิดว่าต้องสนใจมันอีกแล้ว แต่เมื่อเราได้เรียนรู้มันใหม่อีกครั้ง ทำให้เราเห็นว่าเราพลาดอะไรไปขนาดไหน และมันจะเปลี่ยนความคิดและการทำงานของเราไปได้อีกขนาดไหน

หลายอย่างถ้าเราไม่เคยสังเกตให้เป็น ไม่เคยลอง relearn อะไรให้มันลึกขึ้น บางครั้งเราไม่รู้และไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเราจะต้อง relearn อะไร และเราอาจจะคิดว่าเรารู้แล้วก็ได้

เราจะต้อง relearn ให้เป็น … และนั่นอีกคือ 1 เดือนในการฝึกงาน “learn to relearn”

ผมไม่อยากได้งานจากพวกน้องๆ ฝึกงาน แต่ผมอยากให้น้องได้ฝึก skill ที่สำคัญที่สุดในการทำงาน ในความรู้สึกของผม นั่นคือ “unlearn & relearn” (ย้ำนะ: skill … ไม่ใช่เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ professionalism)

ถ้าน้องมีสองอย่างนี้ น้องจะไปทำงานอะไร ทำงานที่ไหน ผมก็ไม่ห่วงแล้ว ไม่ห่วงทั้งน้อง ไม่ห่วงทั้งคนที่น้องทำงานด้วย และไม่ห่วงคนที่จะต้องใช้ผลงานของน้องต่อไป

สุดท้าย ที่สำคัญมากที่สุด และน้องๆ คงได้เห็นตลอด คือ “attention to details” หรือการใส่ใจในรายละเอียด ในการทำงานทุกอย่าง รวมถึงการ unlearn & relearn ด้วย เพราะการ unlearn ไม่ใช่การลืมมันไปเฉยๆ แต่เป็นการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลอย่างละเอียด เช่นเดียวกับการ relearn ที่จะต้องใส่ใจมันทุกรายละเอียดที่เราเคยมองข้ามไป

และมันจะสะท้อนในการทำงานจริงครับ … สิ่งที่แยกระหว่าง “มืออาชีพ” และ “มีอาชีพ” คือ “การใส่ใจในรายละเอียด” อย่างมีเหตุมีผลกับทุกอย่างในเชิงลึก


และการฝึกงาน 2 เดือนของเราก็จบแต่เพียงเท่านี้

Short-term goal อาจจะไม่เป็นตามที่คิดไว้(เพราะคิดผิด) แต่สำหรับ Long-term goal เราได้อะไรพอสมควรเลยล่ะ อย่างน้อยก็ได้เก็บข้อมูลของงานสาย UI design ไปได้พอสมควรเลย

ยังมีเชื้อความเป็น productive อยู่หน่อย แต่หายคิดมากแล้ว ตอนเลิกฝึกงานใหม่ๆก็ยังแอบเสียดายนะว่านอกจากงานชิ้นเล็กๆอย่างออกแบบไอคอน เราก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เป็นประโยชน์เลย (ตอนนี้ไม่แล้วค่ะ โฟกัสไปที่การพัฒนาตัวเองลูกเดียว ยังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ)(ฮา)

ตอนนี้เรากลับมาเรียน ปี3 ต่อแล้ว ต่อไปก็จะได้มีฝึกงานอีกรอบ คราวนี้ว่าจะลงเป็นสหกิจเลย ก็รอดูกันต่อไปว่าจะได้ไปฝึกงานที่ไหน และเป็นงานแบบไหน

 

สุดท้ายนี้ ถึงจะไม่ได้บอกปากเปล่า แต่ก็ขอขอบคุณ พี่เดฟ พี่ซ้ง พี่ม้ง พี่สแตมป์ พี่ซิ้งค์ พี่เจ (ทีมงานที่ Codeapp) ที่สอนความรู้และแนวคิดต่างๆให้ รวมถึงพามารู้จักหนังเกรดบี(ค้นพบว่าที่ผ่านมาเคยดูมันแต่หนังเกรดบี และสนใจจะดูหนังเกรดบีตลอดไป555) (ขอบคุณพี่เดฟและพี่มีนเป็นกรณีพิเศษที่พาไปเที่ยวพัทยานะคะ) และขอบคุณเพื่อนๆที่ฝึกงานด้วยกัน พี่นนท์(เพิ่งรู้ว่าปีโตกว่า เรียกเป็นรุ่นเดียวกันมาได้ตั้ง2เดือน แง) พี่ดุ๊ค พี่แพร พี่เปา ฟ้า โนเน ชะมิ้ว ที่ได้มาเจอกัน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆหลายอย่างด้วยกัน เราว่าเราได้เรียนรู้จากเพื่อนฝึกงานด้วยกันโดยที่ไม่รู้ตัวหลายอย่างแน่นอนล่ะ

ขอบคุณมากๆค่ะ!

ขอบคุณตัวเองที่พาตัวเองออกนอก comfort zone ด้วย ยินดีจะพาตัวเองพ้นๆโซนนี้ตลอดไป รอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก่อน ถถถ

สำหรับในบล๊อคนี้ ถ้าใครได้อ่านก็ยินดีให้นำไปแบ่งปันกันได้ค่ะ เราหวังว่าที่เราเขียนลากยาวมาหลายพาร์ทนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย

ส่วนโพสถัดไป อาจจะได้รวมงาน DIY ที่เคยทำไว้มาแชร์ให้ดูกัน ติดตามกันได้เน้อ!

 

 

Advertisements

Author: Saru-Kumi

Just Saru and you know it

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s