005 | บันทึกฝึกงานครั้งแรก(2)

 

โพสนี้เป็นตอนที่2ของบันทึกการฝึกงานครั้งแรกของเราค่ะ

สำหรับรายชื่อตอนทั้งหมดที่เขียนไว้สามารถเข้าไปอ่านได้ตามนี้เลย :

ย้ำอีกรอบ การฝึกงานคราวนี้เกิดขึ้นจากการที่เราได้ไปเข้าร่วมโครงการ Internship 2016 ซึ่งเป็นโครงการที่เหล่า Startup รวมตัวกันเพื่อเปิดรับนศ.ฝึกงานเข้ามาลองทำงานร่วมกัน ระยะเวลาก็จะอยู่ประมาณช่วงปิดเทอมของมหาลัยค่ะ ของเราได้ไปฝึกที่บริษัท Codeapp ในตำแหน่ง Designer

คราวที่แล้วเล่าไปแล้วว่าก่อนจะได้มาฝึกงานเราได้เจออะไรบ้าง สำหรับในโพสนี้ จะเริ่มพูดถึงเข้าสู่ช่วง1เดือนแรกของการฝึกงานแล้วล่ะ!


ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาส่วนต่อไป เราขอคั่นด้วยกราฟนี้ก่อน

02
Life events and career change : transition psychology in practice by Dai Williams 

กราฟนี้ถ้าแปลจากภาษาอังกฤษคร่าวๆจะแปลว่า “ขั้นตอนและคุณลักษณะต่างๆที่จะเกิดขึ้นในวงจรแห่งการเปลี่ยนแปลง” แต่ถ้าเอาง่ายๆเลย กราฟนี้จะแสดงว่า เมื่อเราเจองานใหม่ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ หรืออะไรก็ได้ที่มันใหม่ พ้นจาก comfort zone เดิมของตัวเอง เราจะมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมยังไงบ้าง

จากซ้ายมือของกราฟ ตอนแรกเราก็จะยังตื่นเต้นดีอยู่หรอก(หรือบางกรณีเจอปุ๊บ ก็สตั๊นท์ไปเลยตามเส้นประ) แต่พอเจอไปพักนึงจะเริ่มสับสนในตัว(Inner Contradictions) ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกว่า เราควรอยู่ที่นี่หรือไม่ เราเหมาะสมกับสิ่งนี้หรือไม่ หรือเริ่มตั้งคำถามเพื่อหนี จากนั้นก็จะรู้สึกแย่ขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่ง มาถึงจุดต่ำสุด หรือ crisis ที่มีหลายทางต่อมาก ตั้งแต่การที่ค่อยๆยอมรับมันและปรับปรุงตัวจนสุดท้ายก็อยู่กับมันได้และมีการพัฒนา(New confidence,transformation) หรือก็ยอมรับแหละแต่ไม่ถึงกับ feel good (Partial recovery) หรือช่างมัน แล้วก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง(ในแง่ของความรู้สึก) หรือกลายเป็นอะไรที่ฝังใจ (Letting’go > Extended crisis) หรืออย่างแย่สุดเลยก็คือ เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว งอแงไปเลย (Quitting)

ที่ต้องพูดถึงกราฟนี้ เนื่องจากเมื่อตอนฝึกงานไปเดือนกว่า เราได้ไปเห็นโพสใน Facebook ซึ่งเราจำไม่ได้แล้วว่าไปเจอที่โพสของใครหรือเพจไหน แต่เราเมื่อ 1 เดือนที่แล้วเห็นแล้วก็รู้สึกว่า “โอ้โห แม่งใช่เลย! เราตอนนี้อยู่ตรง crisis นี่หว่า”(crisis จริงๆนะ เป็นภาวะที่รู้สึกตกต่ำมากกว่าปกติจนพาลคิดว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ว่าไปนั่น 555)

เหตุที่เป็นแบบนั้น ก็ต้องย้อนกลับมาดูกันที่เรื่อง Short-term goal และ Long-term goal ที่เราเคยพูดถึงคราวก่อนเรื่องคนขับรถขึ้นยอดเขาแต่เห็นแค่ทางโค้งนั่นล่ะ

เพราะปกติเราจะเป็นคนที่มองว่า “การที่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่างได้ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันและคุณภาพดี = ประสบความสำเร็จ”(นิยามด้วยตัวเองว่า คิดแบบ Productive) แล้วทีนี้ ตอนก่อนจะมาฝึกงานเนี่ย เราดันไปตั้ง short-term goal ว่า “เอาล่ะ อย่างน้อยเราต้องไปสร้างงานให้ที่ฝึกงานได้สักชิ้นแหละวะ”
(ส่วน long-term goal ของเรา ไม่รู้ว่าใช่ goal ด้วยมั้ย คือการตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “นี่เราเป็นใคร” ไม่ใช่ถามชื่อนามสกุลนะ แต่หมายถึงว่า ต่อไปเราจะเป็น Artist หรือ Visual Designer หรือ UI Designer หรืออย่างอื่น(ถ้ามีให้เลือก)กันแน่)

แล้วยังไงหว่า? การตั้ง goal แบบนี้มันเกิดอะไรขึ้น?

ลองดูกราฟเวอร์ชั่นของเราข้างล่างนี้สิ

01
กำลังคิดว่า เฮ้ย! อะไรมันจะตกต่ำปานนั้น ฝึกงานมันแย่มากเลยเหรอ ล่ะสิ!

ต่อจากพาร์ทที่แล้ว การโดนยิงคำถามรัวๆในวันฝึกงานวันแรกๆ ถือว่าเป็น First Shock ของเราเลยล่ะ เพราะมันทำให้เรากลับไปตั้งคำถามกับตัวเองว่า “นี่เราฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะเนี่ย” เพราะเดิมไอ้เรามันก็วาดรูปการ์ตูนไปวันๆ งานพวก UI design นี่แค่แตะผิวเผินหรือทำส่งแค่โปรเจกต์

แต่ดีที่ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกไม่ใช่การจมปลักอยู่กับการถามตัวเองว่ามาทำถูกที่มั้ย เพราะเรายังไม่ได้ทำงานค่ะ

หลังจากที่เด็กฝึกงานทุกคนมาครบแล้ว ต้องโดนจับมาละลายพฤติกรรม และปรับพื้นฐานกันซักหน่อย


#4 ปรับทัศนคติ

สิ่งที่พี่ๆให้ทำก่อนจะลุยงานคือ การปรับทัศนคติ

ไม่ใช่อะไรแบบ ลากขึ้นรถตู้หายไปกับความมืดอะไรแบบนั้นนะ(ฮา)

ตัวอย่างการปรับทัศนคติก็เช่นว่า ให้ทุกคนมารวมกัน เปิดตัวอย่างแอป หรือโค้ด แล้วบอกว่าที่เปิดขึ้นมามีตรงไหนที่เป็นข้อดี-ข้อเสีย และควรแก้ไขยังไง งานนี้ถึงจะเป็นการรีวิวหน้าแอป แต่ใช่ว่าคนเป็น designner เท่านั้นที่จะได้ทำ programmer ก็ต้องมาช่วยกันดูด้วย หรือรีวิวโค้ด ใช่ว่า programmer เท่านั้นที่จะถกกันอย่างเดียว designer ก็ต้องช่วยดูด้วยว่ามันมีตรงไหนที่น่าทำให้มันดีขึ้นมั้ย

งานนี้ เพื่อน programmer ก็โดนเปิดโลกทัศน์เรื่องงานออกแบบ ส่วน designer(ที่เป็นเพราะหนีโค้ด) ก็ต้องอยู่กับโค้ดให้ได้

จริงๆช่วงแรกตอนนั้นที่คิดอยู่คือ อยากทำงานที่ได้ค้างไว้(ออกแบบหน้าเว็บให้แอดมินของแอปนึง)ให้มันจบๆไป แต่ก็โอเค ได้เรียนรู้หน่อยก็ดี เนื่องจากว่า ที่บริษัทนี้ทำแอปหรืออะไรก็ตาม base on iOS ในขณะที่เราเป็น android user ช่วงที่รีวิวหน้าแอป(แน่นอนว่า iOS) เราจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากหาจุดที่ไม่โอเค และตอบไม่ได้ว่าต้องแก้ยังไง ดังนั้นจึงต้องโดนจับมาเรียนพวก guideline ก่อน

แน่นอนว่าความรู้เรื่องของฝั่ง Dev เราก็ต้องรู้ด้วย OOP งี้ MVP งี้ สารภาพกันตรงๆค่ะว่าตอนนี้เราลืมไปหมดแล้ว(ขออภัยจริงๆค่ะ TwT) แต่ถ้าได้ยิน ก็รู้แหละว่าคืออะไรและเกี่ยวกับเรื่องไหนบ้าง อย่างน้อยก็พอรู้ว่าตอนนี้ฝั่ง programmer เขาทำอะไรกันอยู่

เหตุที่ต้องให้เด็กฝึกงานทุกสายเรียนรู้แบบ cross-platform ขนาดนี้(ฮา) เพราะถือว่า ทุกคนคือ user ของสิ่งที่ทีมทำค่ะ เช่นถ้าเราออกแบบ UI เพื่อน programmer ก็เป็นuser เพราะพวกเขาจะได้เห็นงานเราก่อน หรือเขียนโค้ดก็เช่นกัน programmer 1 คนเขียนโค้ดฟังก์ชั่นนึงออกมา เพื่อน programmer ด้วยกันก็เป็น user เพราะต้องดึงเอาฟังก์ชั่นที่คนนั้นเขียนไปใช้ หรือ designer ก็ต้องรู้เหมือนกันว่าตอนนี้งานโค้ดไปถึงไหนกันแล้ว คนนั้นก็ต้องเขียนให้ designer รู้เรื่องด้วย

แต่ตอนรีวิวก็ใช่ว่าจะเรื่อยเปื่อยชวนง่วงนะ มีอะไรพีคๆเช่น เกมลงโทษด้วยการกินอาหารญี่ปุ่นที่รสชาติห่วยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิต(ฮา) หรือจับดูหนังเรื่อง Bruno

ซึ่ง…. อ่า เอาเป็นว่าถ้าไม่ชอบอะไรที่เป็นชายรักชาย หรืออะไรที่ฮาร์ดคอร์(ในหลายๆความหมาย)ก็ไม่แนะนำนะ แต่มันดราม่ามากเลยนะ ดราม่าจนติดตา ใครสนใจติดตาไปด้วยกันก็หาดูได้ หรือไม่มั่นใจก็ลองดูรีวิวก่อน เราจะไม่แปะลิ้งค์ให้นะ 555


#5 กลับมา shock ใหม่

หลังจากที่โดนปรับทัศนคติและเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างไปแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงการทำงานจริงซักที(<<เราในตอนนั้นตื่นเต้นเหลือเกิน) เราจะได้ทำงานแล้ว จะได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแล้ว!

งานที่เราได้ทำ(ต่อ)คือ ออกแบบหน้าเว็บสำหรับแอดมินของแอปนึง เหมือนเดิม

ด้วยความที่ว่าเดิมเมื่อเราได้งานเราก็จะเริ่มลงมือวาดเลย(ดูแบบบ้าง ลอกบ้าง ก็ว่ากันไป) ครั้งแรกเราก็ลงมือวาดหน้าเว็บมันทั้งหน้าเลย ดูตัวอย่างเว็บแล้วดูว่า เออเว็บนี้มีข้อมูลส่วนนึงที่เป็นข้อมูลที่ดี น่าเอามาใช้ เว็บนั้นก็ดี ออกแบบแหวกแนวดี ก็นำมาใช้

สรุปนำไปนำมา หน้าเว็บก็เต็มไปด้วยข้อมูลต่างๆเต็มไปหมด(เน้นสวย กริดเป๊ะด้วยนะ) ตอนนั้นคิดแต่ว่า แอดมินเปิดมาจะต้องเห็นข้อมูลทุกอย่างในหน้าเดียว

แน่นอนว่าครั้งแรกย่อมถูกแก้ เรายังพูดไม่ทันถึงไหนเลย พี่ก็สอยร่วง(อีกแล้ว)(ฮา) และคราวนี้ต้องกลับมาคิดใหม่ว่า แอดมินจำเป็นจะต้องเห็นทุกอย่างในหน้าเดียวจริงๆน่ะเหรอ? หรือว่า แค่เสนอข้อมูลที่แอดมินต้องการจริงๆกันแน่?

สรุปจากที่เล่ามานี้ก็คือ จริงๆแล้วการออกแบบไม่ใช่การทำให้สวย หรือการดึงข้อดี ดึงทุกอย่างมาอัดๆรวมกันแล้วบอกว่า นี่ไง งานนี้รวมสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณเลยนะ! แต่ก่อนจะเริ่มออกแบบอะไร ต้องคิดก่อนว่า คนใช้เป็นใคร เขาเอาไปใช้ทำอะไร และข้อมูลหรือสิ่งที่เขาจะทำมันมีอะไรบ้าง ออกแบบตรงนี้ให้ได้ก่อน แล้วเรื่อง” ความสวย” หรือ “UI ดีๆ” “UI ใช้ง่าย” อะไรพวกนี้มันจะตามมาเอง

เราในตอนนั้นก็ เรียนรู้ มาแบบนี้แหละ แต่ตอน ทำ น่ะ ยังคงมีความ productive เหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้ก็เลยเสนอไม่ผ่านซักที ทั้งเพราะไม่มีประสบการณ์ เพราะมัวแต่ถามตัวเองว่า “นี่เรามาฝึกงานถูกที่รึเปล่าวะ” และมัวแต่คั้นตัวเองให้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน (คิดแบบ productive)

ตอนนั้นก็ช่วยไปออกแบบ icon ด้วยนะ เหมือนเป็นการหนีงานและเยียวยาจากความรู้สึกที่คิดงานไม่ออก และอยาก productive เหลือเกิน แต่ถึงจะวาด icon ไปสักกี่รูป ยังไงก็ยังรู้สึกแย่ในงานหลักที่ตัวเองได้มาอยู่ดี

แล้วทีนี้ พอมันสะสมมากๆเข้า มันก็มาถึงจุดแตกหัก

ปล. ระหว่างนี้ก็ได้ดูหนังเกรดบีดูดพลังชีวิตอีกเรื่อง(ฮา) ชื่อ Alien vs Avatar ใครที่ชอบดูหนังเกรดบีก็ไปหาดูกันได้นะคะ โปรเจกต์จบนักศึกษาภาพยนตร์ยังโอเคกว่าเล้ย 555


#6 Crisis

หลังจากที่เสนองานไม่ผ่านมาหลายรอบ ยังสร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้เลย(ลืมไปแล้วว่าวาด icon ไปตั้งกี่รูป) ตอนนั้นเริ่มท้อแล้ว จนเวลาผ่านมา 1 เดือน พี่ก็มาบอกว่า ต้องหาใครสักคนไปพูดว่า 1 เดือนฝึกงานได้อะไรบ้าง

จุดประสงค์ของแกคือ อยากได้ programmer 1 คน และ designer 1 คน

เมื่อตอนจะเลือก ตอนนั้นได้ตัวแทน programmer แล้ว เหลือแต่ designer ซึ่งทั้งหมดมี 3 คน คนนึงไม่ว่างวันงาน วันที่เลือกอีกคนไม่มา มีเราคนเดียวเป็น designer ในวันที่เลือกตัวแทนเด็กฝึกงาน

พี่ให้เราโยนเหรียญทายหัวก้อย ด้วยความที่เราโยนไม่เป็น(จริงๆนะ 555) เลยหมุนเหรียญเอา แล้วไอ้เราก็หมุนผิดอีก หมุนไม่ถึงวิ เหรียญหล่นแปะบนโต๊ะออกก้อยประหนึ่งเราจงใจให้มันออกก้อย(แต่ความจริงเปล่าเล้ย)

ตายแล้วววววว! เราจะไปพูดอะไรวะ นี่พูดในที่ฝึกงานยังไม่ค่อยรู้เรื่องเลย เป็นคนพูดติดอ่าง ตอนอยู่มหาลัยก็ต้องมีสไลด์ประกอบ ขนาดมียังไม่รู้เรื่องเล้ย แล้วนี่ให้ออกไปพูดแบบนั้นจะรู้เรื่องมั้ย (ตอนนั้นกำลังนึกถึงบรรยากาศวันที่รวมตัวครั้งแรก ที่นั่งเป็นสโลปโค้ง ข้างล่างมีเวทีและคนพูดไปยืนบนนั้น ถ้าได้พูดที่นั่นต้องขาสั่นแน่ๆ)

เรากลัวมาก ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี คนอื่นที่ไม่ได้พูดก็ดูลอยตัวเลยนะ(ฮา) แต่วันก่อนไปพูด พี่ก็ให้ทุกคนหยุดงาน แล้วเขียนใส่กระดาษว่า 1 เดือน ได้อะไรบ้าง แล้วช่วยกันสรุปเป็นหัวข้อ แบ่งให้เรากับเพื่อนอีกคนพูด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกดีมาก เราไม่ได้โดดเดี่ยวเลย วันนั้นพี่เสริมให้ฟังว่า ที่เราไปพูดเนี่ย คือเราเป็นตัวแทนของทีม เพื่อนๆที่ไม่ได้พูดก็ต้องช่วยกันด้วย

แต่เมื่อถึงวันจริง มันมีอะไรบางอย่างที่เหมือน trigger ทำให้ความรู้สึกเครียดของเรามาถึงขีดสุด

เมื่อวันจริง บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เวทีที่เราพูดไม่ใช่แบบสโลปแต่อย่างใด เป็นแค่การไปยืนหน้าห้องและมีคนถามตอบ แบบเดียวกับในห้องเรียนมหาลัยนั่นแหละ สคริปต์ที่ช่วยกันรวบรวมก็ไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่

แต่ประโยคที่เราพูดเองเมื่อตอนนั้น คือนิ้วที่ไปลั่นไก ยิงปืนใส่ตัวเองอย่างจังเลย

สิ่งที่เราพูดก็เหมือนที่เตรียมมานั่นแหละ(เหมือนที่พิมพ์ไปแล้วข้างบน) คือเรื่องการคิดถึงuser การออกแบบโดยคิดถึง use case ที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อพูดจบแล้ว กลับไปนั่งที่ เห็นสีหน้าของพี่CEO เราก็รู้สึก down ทันที (คือแกไม่ยิ้มเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นจ้องคอมอยู่ แต่เราที่กำลังโหวงเห็นแล้วก็พาลคิดว่า แกต้องไม่พอใจเราแน่ๆ ไม่พอใจที่เราดีแต่พูด เรายังไม่สามารถทำสิ่งที่พูดได้เลย)

หลังจากพูดจบ ตัวโหวงมาก เพราะในหัวคิดซ้ำไปซ้ำมาแต่ว่า แม่ง ทำไมเราถึงดีแต่พูดวะ ทำไมเราถึงทำไม่ได้ตามที่พูด

ตอนจะกลับ พี่ที่บริษัทเกือบทักให้กลับกับพี่CEOแล้ว(บ้านใกล้) แต่พอดีวันนั้นนัดแม่ไว้ที่ใกล้ๆกัน จึงกลับเอง

ตอนกลับก็ยังคงคิดซ้ำๆ คิดจนหน้าเหยเกจะร้องไห้จนรถเมล์นั่นแหละ น่าสงสารจริงๆ 555 (ถ้ากลับกับพี่วันนั้นคงได้มีเปิดใจร้องไห้โฮใส่แกแน่ๆ บ้าจริง ทำไมถึงอ่อนแอปานนี้ 555)

แน่นอนเราร้องไห้ ร้องไห้ปล่อยโฮจริงจังเลย แต่แอบไปร้องคนเดียวในห้องนะ

ตอนนั้นคิดมากจนพาลคิดว่าเราเป็นโรคซึมเศร้ารึเปล่านะ แต่ตอนนี้กลับมานั่งคิดดู มันก็เป็นไปตาม Transition Cycle นั่นแหละ แค่เป็นจุดที่ crisis แล้ว

ทีนี้ก็เหลือแต่ว่า จะเลือกทางไหนดี จะ quit มั้ย? จะ let it go มั้ย? หรือจะสู้มันต่อไป?


พาร์ทที่สองก็ขอจบไว้ตรงนี้ก่อน

กราฟช่วงท้ายเราพุ่งขึ้นนะ แต่ว่าอะไรที่ทำให้กราฟเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เดี๋ยวไว้เจอกันพาร์ทสุดท้ายค่ะ!

เจอกันโพสถัดไปนะ!

 

 

Advertisements

Author: Saru-Kumi

Just Saru and you know it

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s